ReadyPlanet.com


เมื่อทิ้งเงินเดือน 2 หมื่น++ มาสมัครออแพร์
avatar
PaJingGo


บอกก่อนว่า ยังไม่ได้เดินทางนะคะ ยังไม่ได้ออนไลน์ด้วย แต่อยากร่วมด้วยช่วยกันแชร์ค่ะ ^_^

 

ก่อนมาสมัครออแพร์ เราทำงานบริษัทบ้าง พอเบื่อก็ออกมารับจ๊อบบ้าง เฉลี่ยแล้ว เงินเดือนเราอยู่ที่ 20,000 ++ ค่ะ แต่เป็นความตั้งใจและความใฝ่ฝันมานานแล้วว่าอยากจะฝึกภาษาอังกฤษเพื่อจะได้อัพเกรดตัวเอง ทำงานดีๆ เรียนต่อโท ใจจริงแล้วอยากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยค่ะ ทำงานมาเกือบ 3 ปี ความตั้งใจที่จะเรียนภาษายังไม่หายนะคะ แต่ไม่มีเวลา ไม่ใช่ข้ออ้างนะคะ ไม่มีเวลาจริงๆ

สุดท้ายไปลงเรียนภาษาที่นึงค่ะ เห็นว่าเวลาเข้าเรียนเค้ายืดหยุ่นได้ เหมาะกับงานที่เวลาไม่แน่นอนอย่างเราๆ ดี เรียนไปได้ซักครึ่งปี ภาษาที่เคยทิ้งๆ ขว้างๆ ตกๆ หล่นๆ ไปก็เริ่มเข้าที่เข้าทางค่ะ เจอคนจีนถามทางก็ไม่วิ่งหนีละ ก็เริ่มมั่นใจ อยากขอทุนเรียนต่อซะแล้วสิ แต่ทุนส่วนใหญ่เค้าก็ require ภาษาเก่งเปรี๊ยะใช่มั้ยคะ ไอ้เราก็ไม่ถึงขั้นนั้น เหลือออแพร์เนี่ยแหละค่ะ พอถูไถไปได้ ค่าโครงการก็ถือว่าไม่เยอะมากถ้าเทียบกับโครงการแลกเปลี่ยนต่างประเทศโครงการอื่นๆ งานหนัก เงินประมาณนึง แต่ได้เรียนภาษาแน่ๆ แถมมีเงินใช้ สมัครซะเลยดีกว่า

ตอนสมัครโครงการตอนนั้นอายุ 25 ปี 6 เดือนแล้วค่ะ เลือกไปอเมริกา เหตุผลไม่รู้ 555 เอาเป็นว่าคิดเหมาเอาเองว่าน่าจะปรับตัวได้ง่ายกว่าประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก แคนาดาก็ต้องใช้ประสบการณ์เยอะ ออสเตรเลียก็เหมือนจะต้องสอบ IELTS แพงหูฉี่ เมกานี่แหละ เวิร์ค!! ฟันธง!!! (คิดเองทั้งนั้น)

 

เราสมัครโครงการไปประมาณต้นเดือนมิ.ย. แต่ตอนนั้นรับงานโปรเจคต์ใหญ่มาพอดี เลยหายไปทำงานซะ 3 เดือน พอจบงานนั้น มีงานเิงินดีล่อใจมาอีกค่ะ คำนวณเวลาแล้ว จัดการทันน่า เลยไปทำงานต่ออีก 2 เดือน โปรเจคต์สองใกล้จบ เอ้า! น้ำท่วมอีก เร่เร่อนไปพักอยู่ราชบุรีมาเดือนกว่า กลับมาจัดการบ้านตัวเองอีก กว่าจะเริ่มมองหาที่เก็บชั่วโมงก็ปลายธันวาแล้วค่ะ บังเอิญเจอพี่คนนึงจากเว็บนี้แหละค่ะ หาพี่เลี้ยงเด็ก สอนงานให้ด้วย แต่ต้องทำถึงกลางเดือนเม.ย. ตอนนั้นลังเลมาก ทำดีมั้ยนะ เพราะเอกสารทั้งหมดเราต้องส่งก่อนอายุครบ 26 ปี 6 เดือนใช่มั้ยคะ หมายความว่าต้นมิ.ย.ต้องส่งเอกสารครบ!! แต่ตอนนั้นใจเราอยากเลี้ยงเด็ก อยู่้กับเด็กตามบ้านจริงๆ มากกว่า กลัวไปอยู่นู่นแล้วทำลูกเค้าเป็นอะไรไปว่างั้น เลยตกลงใจไปทำงานกับเค้าค่ะ

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ เหมือนจะชิลล์และคำนวณเวลาไว้เรียบร้อยว่าทำทุกอย่างทันแน่นะคะ แต่สิ่งไม่คาดฝัน(และ "โอกาส") เกิดขึ้นได้เสมอ และอยากเตือนให้ใครก็ตามที่สนใจ ถ้าอยากทำก็กระตือรือร้นซะตั้งแต่ตอนนี้ค่ะ เพราะอะไรเดี๋ยวเล่าต่อ..



ผู้ตั้งกระทู้ PaJingGo กระทู้ตั้งโดยสมาชิก โพสต์และแสดงความเห็นเฉพาะสมาชิกเท่านั้น :: วันที่ลงประกาศ 2012-03-16 00:17:20 IP : 61.90.93.122


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (3280375)
avatar
PaJingGo

(2)

 

ตั้งแต่มาทำงานกับบ้านนี้ ได้อะไรเยอะมากกกกกกกก พี่คนนี้.. ต่อไปขอเรียกโฮสไทยนะคะ โฮสไทยสอนเราทุกอย่าง ไม่ใช่แค่เรื่องเลี้ยงเด็กนะคะ สอนการใช้ชีวิต เล่าประสบการณ์การใช้ชีวิตต่างประเทศ คือตัวเค้าเคยอยู่อเมริกามา... กี่ปีไม่แน่ใจค่ะ แต่หลายปีอยู่ ส่วนตอนนี้แต่งงานกับคนออสซี่ เราไปเลี้ยงลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลียนให้เค้านี่แหละค่ะ 3 ขวบครึ่งกับ 8 เดือน (ตอนนี้คนเล็ก 10 เดือนแล้วค่ะ) อยู่กับน้องทั้งสองคนเยอะมาก ประหนึ่งว่าเป็นออแพร์ไทยที่ได้งานในไทยยังไงอย่างงั้น 555 ขนาดว่าน้องคนโตบางทีเรียกผิด สับสน เรียกเราว่า "Mommy" อยู่บ่อยๆ ฮาๆ ถ้าอยู่กับน้องสองคนไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าอยู่ท่ามกลางสาธารณชนแล้วมาเรียกเราว่า Mommy นี่เราต้องมีตอบกลับทันทีค่ะว่า

I: I"m not your mommy.

ก็แหม.. โสดนะคะ ไม่ใช่สาวลูกสอง ฮ่าๆ ยิ่งท่าทางจะขายออกยากอยู่ค่ะ

 

ไคลแม็กซ์มันอยู่ที่.. เสาร์แรกหรือเสาร์ที่สองที่เราไปเลี้ยงน้องเนี่ยแหละค่ะ เรากับโฮสไทยพาน้องๆ ไปวัดพระแก้ว เด็กๆ นับถือพุทธค่ะ เพราะคุณพ่อเป็นยิว ลูกจะนับถือยิวได้คุณแม่ต้องเป็นยิว ซึ่งต้องสวดบทอะไรหลายอย่างค่ะ วันนั้นเองที่พาน้องไปเที่ยว อากาศก็ร้อน เด็กก็โตที่ออสเตรเลียเนาะ.. ร้อนตับโผล่เลยค่ะ โฮสเลยพาน้องไปทานหวานเย็นแถวนั้น

ที่นั่นเองเจอพี่สาวคนนึงเข้ามาเล่นกับน้องสองคน หลักๆ ก็คุยเล่นกะคนโตหนุกหนานเชียว เพราะคนเล็กยังเป็นเบบี๋ คุยไปคุยมา อ้าว!! พี่สาวคนนี้เคยเป็นออแพร์ค่ะ ด้วยความที่ตอนนั้นเราเพิ่งเข้าวงการนี้ใหม่ๆ (อย่างกับดาราเลยเนอะ 555) เจอใครที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคนมีประสบการณ์ตรงอย่างนี้ ก็ไม่รอช้าขอเมล ขอ facebook อะไรไว้ หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้ติดต่อไปทางเค้าอะไรมากมายค่ะ เพราะตัวเราเองเลี้ยงน้องจันทร์-ศุกร์ก็ยุ่งและ้เหนื่อยมาก แต่บางทีก็อัพรูปน้องทั้ง 2 ขึ้น facebook แล้วก็ tag พี่เค้าไปค่ะ เห็นท่าทางเค้าเอ็นดูน้องๆ มาก คุยกันแค่นั้นค่ะ จนปลายเดือนที่แล้วนี่เอง...

 

ผู้แสดงความคิดเห็น PaJingGo ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2012-03-16 00:30:47 IP : 61.90.93.122


ความคิดเห็นที่ 2 (3280376)
avatar
PaJingGo

เดี๋ยวมีโอกาสมาเล่าต่อนะคะ พรุ่งนี้จะเดินทางไปทำเอกสารฉบับนึง นึกได้อีกทีเข้าวันใหม่ซะแล้ว

ใครผ่านมาอ่านแล้วอยากรู้อะไรถามได้นะคะ คือเราไม่ได้รู้อะไรมาก แต่ถ้ามีข้อมูลอะไรที่แชร์ได้ก็อยากให้แชร์กันค่ะ เพราะจนถึงตอนนี้เรารู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก อยากรู้หรือสงสัยอะไรก็มีคนช่วยตอบคำถามให้ได้หมด เลยอยากแบ่งปันบ้าง

ส่วนเรื่องน่าัรักของเด็กๆ เดี๋ยวทยอยเล่าในพาร์ทหลังๆ นะคะ เยอะแยะไปหมด ต้องไปรื้อฟื้นก่อนค่ะ :)

ผู้แสดงความคิดเห็น PaJingGo ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2012-03-16 00:34:03 IP : 61.90.93.122


ความคิดเห็นที่ 3 (3280443)
avatar
Meixin

รอฟังต่อค่ะ กำลังเก็บชั่วโมงอยู่เลย

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Meixin (fortune-dot-girl-at-hotmail-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2012-03-16 12:53:06 IP : 223.204.157.32


ความคิดเห็นที่ 4 (3280533)
avatar
ธัญญ่า

เล่ามาปาจิงโก๊ะกำลังรอฟังอยู่เรื่อยๆจ้า

จากทีอ่านมาเรื่องแรกเลย สอนให้เรารู้ว่า การไปทำงานเก็ฐประสบกาณณ์กับบ้านคนเลยที่ไม่ใช่สถานเลี้ยงเด็ก ก็ดีเหมือนกัน เพราะได้รับการสอนสั่งโดยตรงและถ้าได้ไปดูบ้านที่เขาเป็นครึ่งไทยครึ่งขนุ่น เอ๊ย ฝรั่ง เราก็จะได้ใช้ภาษาด้วย  ถือว่าเริ่มต้นสวยค่ะ จะมารอฟังต่อนะ

ผู้แสดงความคิดเห็น ธัญญ่า ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-03-17 08:55:09 IP : 173.33.222.54


ความคิดเห็นที่ 5 (3280604)
avatar
PaJingGo

(3)

มาต่อค่ะ..

หลังจากที่เราก็ทำงานไป-กลับเลี้ยงน้อง อยู่ค้างบ้างเป็นบางวันเวลาพี่เค้ากลับดึก เมื่อประมาณเดือนที่แล้ว พี่สาวอดีตออแพร์ก็ทักทายเรามาทางเฟสบุ๊ค ถามว่าตอนนี้เลี้ยงเด็กเป็นไงบ้างแล้ว ออนไลน์รึยัง เราก็ตอบไปตามตรงว่าอีกนานเลยกว่าจะออนไลน์ได้ เพราะเราตกลงทำงานกับพี่เค้าไว้ถึงกลางเดือนเมษา แล้วกว่าจะไปเก็บชั่วโมงกับสถานเลี้ยงเด็กที่เป็นทางการครบ 200 ชั่วโมงตามที่เอเจนซี่กำหนดมาอีก

พี่สาวออแพร์เก่าก็บอกเราว่า ตอนนี้เค้ากำลังช่วยออแพร์ปัจจุบันที่ทำงานต่อจากเค้าหาออแพร์คนต่อไปให้โฮสต์ เค้าเล่าว่า ตอนเค้าเจอเราครั้งแรก เค้าก็นึกๆ ถูกอัธาศัยเราอยู่ ยังคิดเล่นๆ ว่า ช่วงรอยต่อที่ต้องเปลี่ยนออแพร์ก็ประมาณกลางปีนี้แหละ มาเจอเราก็โป๊ะเชะเลย เซ้นส์เค้ามันบอกว่าเราน่าจะเค้ากับครอบครัวอดีตนายจ้างเค้าได้.. ประมาณนั้น

แต่ปัญหาของเราคือ เราจะออนไลน์ได้อย่างเร็วคือต้นเดือน พ.ค. และถ้าเราต้องการแมชกับครอบครัวนี้จะต้องผ่านขั้นตอนทั้งหมดและเดินทางภายในปลายเดือนมิถุนายนนี้!!!

เอาล่ะสิ.. ชั่วโมงก็ยังไม่ครบ จะถอนตัวจากงานที่ทำอยู่เพื่อไปเริ่มเก็บชั่วโมงกับศูนย์จริงจังเลยก็เกรงใจพี่ทางนี้ เสียคนแน่ๆ เอาไงดี พี่สาวออแพร์เก่าเลยบอกเรามาว่า ให้เราเขียน essay ไปให้เค้าก่อนแล้วกัน เพื่อเอาให้โฮสต์อ่าน ถ้าโฮสต์สนใจค่อยว่ากันอีกที

คือกระบวนการคร่าวๆ ของการช่วยโฮสต์หาออแพร์ของพี่เค้าคือเค้าจะคุยกับออแพร์คนปัจจุบันด้วยว่าตอนนี้เด็กทางนั้นเป็นยังไง พี่ทางนี้ก็ประสานงานกับเอเจนซี่ทางนี้ (ซึ่งพอดีครอบครัวนั้นสังกัดเดียวกับเอเจนซี่ที่เราสมัครไป.. บอกแล้วว่าโป๊ะเชะ) เพื่อแจ้งคุณสมบัติของออแพร์ที่ต้องการแบบคร่าวๆ และขอโพรไฟล์+essay ไปดู พี่ทางนี้จะคัดคนที่เค้าสนใจแล้วปรึกษาร่วมกันกับออแพร์ปัจจุบันที่ยังอยูีกับโฮสต์ที่โน่น แล้วค่อยเอาที่เลือกไว้แล้ว 3-5 คนให้โฮสต์ตัดสินใจขั้นสุดท้าย

เราฟังแค่นี้ก็ร้อง โอ้โห ในใจ โฮสต์บ้านนี้ต้องดีกับพี่เค้ามากๆ ออแพร์ถึงรักเค้าขนาดนี้ ขนาดว่าไม่ได้ทำงานด้วยกันแล้วยังขะมักเขม้นช่วยหาคนทำงานต่อไปให้อีก แล้วออแพร์สองคนหลังก็อยู่กับเค้าเต็มสองปีทั้งสองคนด้วย

 

ผู้แสดงความคิดเห็น PaJingGo ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2012-03-18 01:53:22 IP : 115.87.179.68


ความคิดเห็นที่ 6 (3280605)
avatar
PaJingGo

(4)

พี่สาวอดีตออแพร์ถามเราสองข้อใหญ่ๆ คือ

1. เรามั่นใจภาษาอังกฤษเรามั้ย - เราก็บอกว่ามั่นใจ คือไม่ได้มั่นใจว่าแกรมม่าถูก สำเนียงเป๊ะ แต่มั่นใจว่าคุยกับเด็กรู้เรื่อง ไม่มั่นใจถ้าเจอสำเนียงใหม่ๆ แต่คิดว่าสัปดาห์เดียวก็น่าจะปรับตัวได้แล้ว คืออันนี้เราลองเทียบกับเวลาเราพูดกับเจ้าเด็กคนโต แรกๆ เราต้องหันไปถามคุณแม่โฮสต์ไทยเราประจำว่าน้องพูดว่าอะไร คือสำเนียง native speaker แท้ๆ ที่ไม่ใช่คนไทยพูดอังกฤษเราก็ว่าฟังค่อนข้างยากแล้ว แต่เจ้าคนโตนี่เด็กสามขวบ.. เราใช้เวลาประมาณเกือบสองสัปดาห์มั้ง ที่จะเข้าใจเค้าได้ 90%++  คือเด็กไทยสามขวบบางทีเรายังจับใจความยากเลยค่ะ

เอาเป็นว่าภาษาเราบอกไปว่าเรามั่นใจ ถ้าไม่ได้ถกกันเรื่องวิชาการจ๋ามากๆ มีศัพท์แสงเฉพาะทางมากมาย เราว่าเราพอไหว

 

2. เรามั่นใจการขับรถมั้ย เพราะถ้าเราเป็นออแพร์บ้านนี้ หน้าที่หลักเราคือส่งน้องไปเรียน และรับส่งน้องไปทำกิจกรรมต่างๆ หลังเลิกเรียน ซึ่งบ้านนี้อยู่ชานเมือง ต้องขับรถเป็นหลัก พวกซับเวย์ เมโทร อย่าไปหวัง - ข้อนี้เราคิดหนักค่ะ คือจริงๆ แล้วเราได้ใบขับขี่ใบแรกมาตั้งแต่ปี 2552 ได้ใบขับขี่ปุ๊บ เราไปทำงานไกลบ้าน ต้องไปอยู่หอ และไม่ได้มีรถส่งตัว ก็เลยไม่ได้ขับ พอเข้าช่วงที่ต้องไปต่ออายุใบขับขี่ งานถามโถมมากขนาดป่วยเข้าโรงพยาบาลไป 2-3 ครั้ง บวกกับเราละเลยเองด้วย แถมตอนนั้นเราก็ไม่คิดว่าการขับรถจำเป็นสำหรับตัวเอง พอใจจะโดยสารรถเมล์ว่างั้น ก็ทิ้งไว้จนเดือนที่แล้ว เพิ่งไปต่อใบขับขี่เป็น 5 ปี

สรุปว่า ถือว่าเราเป็นคนมีประสบการณ์ในการขับรถน้อยมาก... ถึงมากที่สุด

เราก็เลยบอกเค้าไปตามตรงค่ะว่าเรามีประสบการณ์แค่ไหนยังไง แต่เราก็เรียนเพิ่มนะ แล้วตอนนี้กลับมาอยู่บ้านก็ขอพ่อขับกลับบ้านทุกวัน เวลาพ่อเอารถออกมารับกลางทาง แถมบางเสาร์เราก็ขับรถไปส่งป้าที่ราชบุรีด้วย ห่างจากบ้างเราประมาณ 120 กิโล อะไรก็ว่าไป

 

เค้าก็โอเค สรุปว่าเขียน essay ส่งมาโลด เค้าบอกกับเราว่า เท่าที่เค้าอ่าน essay เค้ายังไม่ค่อยถูกใจ มันออกมาเหมือนๆ กันหมด  มีที่เค้าว่าดีสุดอยู่ 3-4 คน เลือกไว้แล้ว แต่เค้าอยากให้เราลองส่งไป แถมยังหาตัวอย่าง essay มาให้เราดูด้วย เพราะเราบอกว่าเราไม่เคยรู้เลยว่าเค้าเขียนเล่าอะไรกันในนั้นบ้าง จริงๆ ในเอกสารที่เอเจนซี่ให้มาก็มีไกด์ให้นะคะ เพียงแต่ช่วงนั้นเราค้างบ้านเด็ก เอกสารนั้นเราก็ไม่มีโอกาสได้อ่านอีกรอบก่อนเขียน แต่สุดท้ายเราก็ปั่น essay ส่งให้เค้าไปเกือบสองหน้าเอสี่ โดยไม่ได้อ่านตัวอย่างด้วยความขี้เกียจ แถมมันยังเป็นภาษาอังกฤษอีกต่างหาก แหะๆ

เราเขียนแนะนำตัวเบื้องต้นไปคร่าวๆ นอกนั้นเราก็เขียนให้เค้ารู้จักตัวเรามากที่สุด รวมถึงเขียนเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์เลี้ยงเด็กไปด้วย พร้อมยกตัวอย่างสถานการณ์ต่างๆ ว่าถ้ามีปัญหาอย่างงี้ เราคิดยังไง จัดการยังไง อันนี้แอบคิดเองว่าพ่อแม่เด็กเค้าคงอยากรู้เรื่องนี้ของคนที่จะไปเป็นพี่เลี้ยงให้ลูกเค้ามากที่สุดแหละมั้ง

essay ของเราเอง เดี๋ยวถ้าเราได้แมช เดินทางแล้ว อาจจะเอามาลงไว้ให้อ่านค่ะ แอบสงวนสิทธิ์ไว้บ้าง เดี๋ยวซ้ำคนอื่น อิอิ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น PaJingGo ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2012-03-18 02:15:57 IP : 115.87.179.68


ความคิดเห็นที่ 7 (3280606)
avatar
PaJingGo

ง่วง.. ได้เวลานอนอีกแล้วค่ะ ไว้เดี๋ยวจะรีบมาต่อใหม่นะคะ ^__^

ปล. พี่ธัญญ่าเข้ามาอ่านด้วย อิอิ

ตอนแรกก่อนจะไปเลี้ยงลูกให้บ้านนี้ ไม่คิดมาก่อนเหมือนกันค่ะว่าจะมีพ่อแม่คนไหนยอมให้คนไม่มีประสบการณ์ไปเลี้ยงลูกเค้า แถมเจ้าคนเล็กยังเป็นเบบี๋ ตอนไปเลี้ยงแรกๆ แค่ 8 เดือน แต่พอคุยกันผ่านอีเมล เค้าบอกมาว่า เค้าคิดว่า personality เราโอเค ส่วนเรื่องประสบการณ์เค้าไม่สนใจ เค้าสอนให้ได้ คือตัวเค้าเคยทำงานเลี้ยงเด็กมาเยอะ ก่อนจะมีลูกตัวเองค่ะ

 

ว่าแล้วก็.. ในช่วงที่เราง่วง เราตัดตอนอีเมลที่เราคุยกับเค้ามาให้อ่านไปพลางๆ ดีกว่าค่ะ อันนี้ไม่สงวนลิขสิทธิ์ เผื่อใครเอาไปปรับใช้เวลาคุยกับว่าที่โฮสต์เพื่อจูงใจเค้าได้ค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น PaJingGo ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2012-03-18 02:17:19 IP : 115.87.179.68


ความคิดเห็นที่ 8 (3280607)
avatar
PaJingGo

นี่เป็นเมลฉบับแรกที่เราส่งหาเค้าหลังจากเราเห็นเค้าลงประกาศหาพี่เลี้ยงเด็กไว้ค่ะ


I am Pa.
I saw the information that you are finding a babysitter from this website ;
.........

I am interested to be an Aupair in America and I am finding a host to babysit for gain more experience.
I am not sure whether you have already gotten a babysitter because you have posted this ad since December the 20th.
If you have got a babysitter already, would you please reply this e-mail to let me know.

If you are still finding someone, this is my number or you can contact me via this e-mail.
I hope to here from you soon. :)

Thank you so much

Sincerly,
Pa

PS. I have attached my resume aswell.

 

ส่วนนี่เป็นอีเมลที่เค้าตอบกลับมาค่ะ


Dear Khun Pa,

Thank you very much for your email. I got a few girls that interested in the job but I have not make up my mind yet. As I am still in sydney and would like to see them in person before I make decision. 

Anyway could you please tell me more about yourself.

What are you doing and where? where do you live? what is your plan for the next 3 months? what is your childcare experience? Do you drive? Are you good swimmer and confident to take kid for swimming? Why do you want to join the aupair program? and what make you interested in this job?

Briefly about the job, I have 3 and a half year old and 8 months old boy. We will be in bkk from mid jan till mid apr. The main job is to look after the kids but may be some help in the house will be require sometimes. For week day I pay 350baht per day work from 9am to 6 pm. overtime will be pay 25 baht per hour. and weekend will be 400 baht per day ( if require) 

I will call you when I am in bkk in the mean time keep in touch

have a good day
ผู้แสดงความคิดเห็น PaJingGo ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2012-03-18 02:27:43 IP : 115.87.179.68


ความคิดเห็นที่ 9 (3280608)
avatar
PaJingGo

และนี่เป็นเมลตอบกลับเค้าไปอีกฉบับค่ะ ตอนนั้นเรารู้สึกว่าตอบเค้าไปยาวมากกกกกกกก แต่พอเทียบกับอีเมลที่เราส่งไปหาโฮสต์ที่เรากำลังคุยอยู่กับเค้าตอนนี้ อันนั้นยาวกว่าสองเท่าเลยค่ะ แบบว่าอยากได้งานจัดทั้งสองงาน เลยตอบไปเพียบ

 


I am so glad to see your reply. As your question, I am so willing to let you know about my self.

Now I work as a freelancer. I almost work in television production and an event organization. So I do not have exactly place of my work. When I have some free times, I study English. (Now I am studying at Wall Street Institue, Pin klao branch)

I live with my mom, my dad and my 2 sisters in Talingchan-Buddhamonthon Sai 3 Rd. That is the way to Nakhorn Prathom province. (Certainly I have not a problem to work around Radchada Rd.. I can stay with my 2 close friends, one of them live in Petchaburi Rd. and the second one lives in Ladprao. So I can take the MRT to the workplace.)

My all plans for the next 3 months are to prepare for going abroad as aupair. These are gaining more experiences about babysitting, including prepare all of important documents.

I have to tell you that I do not have any experience in childcare. I only used to be a volunteer staff in youth camp that the children who joined the project are 11-14 years old. And I have a younger sister who was born when I was 7 years old.

I can drive but I am not confident to drive in a city that has many cars. I prefer using pubblic transportations to avoid congestion in Bangkok. Anyway my driver"s licence has expired since July 2010. (I am going to have a new test for my new licence soon.)

I am good at swimming although I do not swim often. (This is the strenghest point of me if you require, I think.) I have never taught anyone how to swim but I can confidently take care someone who cannot swim while he are in the pool.

My dream is to be a teacher in the university, especially a teacher in my old university, Thammasat University. I have to get a master degree from reliable university with good grade or good achievement. So I need to improve my English to get a scholarship or to get a better job to improve my profile. I think Aupair is one of the best way to gain all of these. I can improve my English skill. I have a chace to look for an interesting university in America with myself. I can try out to live with myself in foreign country. Moreover I would get new experience that I cannat find when I back to work as a teacher in the university that is a government service.

Now, may I could ask you a few questions?
When will you arrive Bkk? (I mean the exactly day.) What about some help in the house that you refer to, would you please give me some examples? I have to work only weekday if you are not extraordinary require, haven"t I ? The last question, I think you are familiar with Thailand and Thai people, aren"t you?


Oh, this is the longest english conversation I have ever written before. So sorry for these too long e-mail.
I will wait for your call. Thank you againg for emailing me.

Have a nice day and nice journey to Thailand.

ผู้แสดงความคิดเห็น PaJingGo ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2012-03-18 02:30:52 IP : 115.87.179.68


ความคิดเห็นที่ 10 (3280609)
avatar
PaJingGo

แล้วสุดท้ายเค้าตอบกลับมาว่า

 

Dear khun Pa,

Your engliss is quiet good and thank you very much for being honest about your childcare work experience for me the most important is attitude and personality as I believe I can train and teach you about the work but attitude and personality you already got it. 

First let me answer your question.
we will arrive in bkk on the 15 of jan.
the house work that would be require for sometimes such as hanging the washing, washing the dishes, put away the toys something like that but your main duties are looking after the kids, bathing, feeding, washing up the bottle, playing with them.
I may require you to work on the weekend sometimes as I need help if I want to take the kids out.
I am thai just have been travelling and work and live oversea since the last 7 or 8 years. My kids speak english but understand some basic thai. I need them to learn more thai and get to know about thai culture.

หลังจากนั้นเค้ายังแนะนำโครงการอื่นๆ ให้เราอีกด้วยค่ะ แต่ตัดตอนมาเท่านี้ แล้วสุดท้ายเราก็ได้มาทำงานกับเค้าค่ะ

การคุยกับเค้าครั้งนี้ทำให้เรารู้ว่า เมื่อถึงเวลาที่เราต้องคุยกับโฮสต์จากทางนู้นจริงๆ ให้เป็นตัวเองให้ได้มากที่สุดค่ะ และตอบทุกอย่างตามจริง เพราะโกหกอะไรไปแล้วทำไม่ได้ คงจะไม่มีความสุขกันทั้งสองฝ่าย เราก็โทษเค้าไม่ได้ถ้าเค้าจะตั้งความหวังเราไว้สูง

ผู้แสดงความคิดเห็น PaJingGo ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2012-03-18 02:36:33 IP : 115.87.179.68


ความคิดเห็นที่ 11 (3280846)
avatar
ธัญญ่า

ปาจิงโก๊ะโชคดีเรื่องวีซ่าด้วย และก็เรื่องการเป็นออแพร์ด้วยนะค่ะ อย่างนี้บอกได้เลยว่า คุ้มคะที่ทิ้งเงินเดือนสองหมื่นอัพมาเป็นออแพร์ :)

ผู้แสดงความคิดเห็น ธัญญ่า ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-03-20 10:53:07 IP : 99.231.223.82


ความคิดเห็นที่ 12 (3281215)
avatar
lucky

ชอบความคิดพี่มากค่ะ 

ผู้แสดงความคิดเห็น lucky (H-A-P-P-Y-L-U-C-K-Y-at-HOTMAIL-dot-COM) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2012-03-22 22:10:12 IP : 101.51.14.206


ความคิดเห็นที่ 13 (3281347)
avatar
PaJingGo

คุณ lucky.. เรื่องไหนเอ่ยที่บอกว่าชอบ เผื่อจะได้แชร์กันค่ะ ตัวเองก็อยากรู้ด้วยว่าความคิดไหนเวิร์คจะได้เก็บไว้ต่อไป

พี่ธัญญ่า.. ขอบคุณสำหรับคำอวยพรนะคะ สา.....ธุ... เป็นสองเรื่องที่กังวลค่ะ ยังไม่ได้คุยกันเพิ่มเลย กลัวจะพลาดครอบครัวนี้อยู่เหมือนกัน ส่วนวีซ่าก็กลัว statement ไม่ผ่าน T^T

ส่วนเรื่องคุ้มไม่คุ้ม.. ความจริงแล้วค่าจ้างออแพร์เทียบกะเงินเดือนไทยแล้ว พอๆ กันเลยค่ะ แถมค่าครองชีพที่นู่นก็สูงกว่า แต่ถ้าคำนวณว่าที่พัก+อาหารฟรี แถมสามารถเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย ได้ฝึกภาษา ได้เที่ยว ได้ลองไปใช้ชีวิตในที่ใหม่ๆ ได้หนีแฟนคนเก่าๆ (เย้ยย อันนี้ไม่เกี่ยว) ก็ถือว่าคุ้มค่ะ อิอิ

ผู้แสดงความคิดเห็น PaJingGo ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2012-03-24 01:02:29 IP : 58.9.148.208


ความคิดเห็นที่ 14 (3281348)
avatar
PaJingGo

(5)

มาต่อนะคะ..

หลังจากส่ง essay ไปแล้ว (ส่งให้ทั้งพี่สาวอดีตออแพร์และออแพร์ปัจจุบัน) 2 - 3 วันหลังจากนั้น ออแพร์ปัจจุบันก็เมลมาหาบอกว่าได้อ่าน essay แ้ล้ว เค้าโอเค แต่เค้าอยากเห็นวีดิโอแนะนำตัวเราด้วย ผ่างงงง!!!

คือเนื่องจากว่าเราไม่เคยหาข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์สำหรับออแพร์ที่ไม่ผ่านเอเจนซี่ รวมถึงไม่เคยเข้ากรุ๊ปอบรมที่ทางเอเจนซี่จัดให้ ซึ่งเค้าจะไกด์สิ่งต่างๆ พวกนี้ให้เรา ทั้งการเขียน eassy การทำวีดิโอแนะนำตัว การพูดคุยกับโฮสต์ สมองเราเลยโล่งไปหมด พี่สาวอดีตออแพร์แนะนำว่า ก็แนะนำตัวธรรมดาแหละ ให้เป็นตัวเรามากที่สุด ธรรมชาติมากที่สุด

ส่วนตัวเราเองก็คิดว่า.. เสียเงินให้เอเจนซี่ไปตั้งเยอะ ขอคามช่วยเหลือนิดหน่อยเค้าคงยินดี พอโทรไปปรึกษาเค้าก็ให้ไฟล์ตัวอย่างสคริปต์ทำวีดิโอมา แต่วีดิโอตัวจริงเค้าบอกว่าต้องไปดูที่บริษัทเค้า ไม่เหมาะที่จะส่งให้ดู เราก็โอเค เข้าใจ แต่ไม่ว่างไป.. เลยลุยเองเลย แต่ก่อนอื่นก็ตอบเมลออแพร์ปัจจุบันไปว่า เราจะส่งวีดิโอให้เค้าภายในสองสัปดาห์ (อันนี้เพื่อบังคับตัวเองไม่ให้เหลวไหวค่ะ ^.^")

 

เราอ่านสคริปต์พูดจากตัวอย่างที่ได้จากเอเจนซี่ประมาณ 4-5 ตัวอย่าง ความจริงแล้วเราแอบไม่ค่อยถูกใจ แหะๆ คือแพทเทิร์นคล้ายๆ กันหมด เลยคิดว่าไม่สนตัวอย่างแล้ว ลุยโลดแบบโฉดๆ เนี่ยแหละ วีดิโอนึ้ความยาวไม่เกิน 2 นาที ลองพูดดูเล่นๆ ...ป๊าดดด สิบกว่านาที ลองอยู่หลายรอบค่ะ ถ่ายเองจากมือถือ ตั้งโทรศัพท์กับขอบหน้าต่าง ระหว่างพูดก็พาน้องเบบี๋วัย 9 เดือนเข้านอนไปด้วย ก็คือเริ่มตั้งแต่ใส่ถุงนอน ป้อนยา ป้อนนม แนะนำตัวเอง พูดถึงเด็กนิดหน่อย ยาวไป-เริ่มใหม่ ทำเป็นสิบรอบ พูดจนคอแห้ง และเบบี๋บนตักหลับ!!! ฮ่าๆ นี่สินะ ที่เค้าว่าพูดจนลิงหลับ เข้าใจถ่องแท้ก็คราวนี้

สุดท้าย.. ไม่เวิร์คค่ะ เพราะยาวไป ฮ่าๆ เลยตั้งใจใหม่โดยการลิสต์หัวข้อสำคัญๆ ที่จะพูด กลับมาตั้งสติทำใหม่ที่บ้านตัวเอง เสร็จเรียบร้อยก็เอาลงโปรแกรมตัดต่อ แทรกพวกภาพนิ่ง วีดิโอที่เคยทำกิจกรรมกับน้องๆ ไปนิดหน่อย (แทรกเยอะไฟล์จะใหญ่เกินกำหนดอีก) ทั้งหมดนี้ทำอยู่ 2 วันถ้วน ส่งไปให้พี่ออแพร์ปัจจุบันเรียบร้อย

ผู้แสดงความคิดเห็น PaJingGo ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2012-03-24 01:28:22 IP : 58.9.148.208


ความคิดเห็นที่ 15 (3281349)
avatar
PaJingGo

(6)

เรารอประมาณเกือบ 2 สัปดาห์โดยไม่มีการติดต่อใดๆ มา ตอนแรกก็คิดว่าปิ๋วแล้วมั้ง แต่สุดท้ายพี่ออแพร์ปัจจุบันเมลมาบอกว่า เค้าได้รับวีดิโอแล้ว ขอโทษด้วยที่ตอบช้า พอดีเค้าไป holiday เค้าบอกว่าเค้าโอเคกับเรามาก หลังจากนั้น 1 - 2 วันก็บังเอิญเจอเค้าออนไลน์พอดีในเฟซบุ๊คเลยได้คุยกันยาว

ส่วนใหญ่เค้าก็ช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับครอบครัวที่เค้าทำอยู่ แต่ข้อมูลเกือบทั้งหมดเราพอรู้มาบ้างจากพี่สาวอดีตออแพร์แล้ว เช่นว่า.. โฮสต์นี้ยุ่งมากเลยนะ อย่างบ้านอื่นไปแรกๆ เค้าจะช่วยดูแลเราเยอะหน่อยใช่มั้ย พวกพาไปทำเอกสารบางอย่าง พาชมเมือง พาไปสอบใบขับขี่ ประมาณนี้ แต่ถ้าเราอยู่้กับครอบครัวนี้เราต้องทำเองหมดเลยนะ คือเค้ายินดีให้คำปรึกษาทุกอย่าง เพียงแต่เราต้องเดินทางไปไหนๆ ทำอะไรด้วยตัวเอง เราก็ว่าไม่เป็นไร ถ้าแค่เค้าไม่รำคาญจะตอบคำถามเรา เรื่องเดินทางไปไหนๆ เราไม่ค่อยห่วง (ความจริงห่วง แต่ก็คิดว่าท้าทายดี ถ้าหลงก็คิดซะว่าไปทัวร์เมือง ฮ่าๆ)

นอนนั้นก็เล่าเกี่ยวกับเด็กๆ ให้ฟัง คือบ้านนี้มีลูกสองคน คนโตเป็นเด็กหญิง 7 ขวบ คนเล็ก เด็กชาย 5 ขวบ คนเล็กไม่เท่าไหร่ เค้าจะขี้อายหน่อย นอกจากดูแลกิจวัตรทั่วไปแล้วก็แค่คอยดูไม่ให้เล่นเกมหรือดูทีวีมากไป แต่ที่เด็ดคือคนโต เซี้ยวมาก เอาแต่ใจ ชอบเถียง ไม่ค่อยเชื่อฟัง และนี่คือเหตุผลที่เค้าอยากได้คนที่ภาษาพอโอเคหน่อย เพราะจะได้เถียงกับลูกสาวเค้าทัน ฮ่าๆ

เรากังวลนิดหน่อยกับคนโต เลยถามข้อมูลไปเพิ่มว่าลูกบ้านนี้ดุหน่อยได้มั้ยอะไรงี้ พี่เค้าก็บอกว่าได้ไม่มีปัญหาหรอก ถ้าเราไม่ได้ลงไม้ลงมือ แล้วก็ส่วนใหญ่พ่อแม่เค้าเชื่อใจและไว้ใจคนทีเค้าทำงานด้วย

 

นอกจากข้อมูลที่เราได้รู้เพิ่มเติม เค้าก็ซักเราอีกเยอะแยะเลยเรื่องขับรถ เราก็พยายามแสดงความมั่นใจให้มากที่สุด แต่ก็บอกไปตรงๆ แหละว่า เราไม่ได้ขับเยอะนะ เพราะเราไม่ได้มีรถส่วนตัว แล้วส่วนใหญ่พ่อใช้รถ แต่ตอนนี้พยายามขอขับทุกวัน วนอยู่แถวบ้านก็ยังดี และเราก็ไม่ตื่นเต้นเวลาขับรถ เค้าเลยเบาใจเรื่องนี้ไปได้หน่อย แต่ประเด็นสำคัญมากอีกอย่างหนึ่งที่อาจทำให้เราไม่ได้แมชกับครอบครัวนี้มันยังมีอีกเนี่ยสิ...

ผู้แสดงความคิดเห็น PaJingGo ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2012-03-24 01:43:21 IP : 58.9.148.208


ความคิดเห็นที่ 16 (3281630)
avatar
ธัญญ่า

ปาจิงโก๊ะมีความคิดบวกงัยที่พี่ชอบและก็น้อง Lucky ชอบ

ผู้แสดงความคิดเห็น ธัญญ่า ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-03-27 09:02:25 IP : 99.231.223.82


ความคิดเห็นที่ 17 (3292761)
avatar
PaJingGo

(7)

กลับมาแล้วค่ะ หลังหายไปนานชาติกว่า ฮ่าๆ

ที่หายไปนานเพราะมัวยุ่งๆ ทั้งทำงานไปด้วย เตรียมเอกสารอะไรต่อมิอะไรไปด้วย พอแมชก็เตรียมตัวบิน สรุปว่าตอนนี้แมชกับบ้านที่ว่านี้แล้ว และโกอินเตอร์มาได้เดือนกว่าแล้วค่ะ (แต่คิดอยู่นานมากว่าจะมาโพสต์ต่อดีมั้ย เพราะโน้ตบุ๊คของโฮสต์ไม่มีสติ๊กเกอร์ไทยค่ะ เลยใช้จิ้มดีดเอา แหะๆ ช้านิดนึง พิมพ์ผิดบ้าง ขออภัยนะคะ)

 

ต่อนะคะ..

อีกประเด็นที่ทำให้เรากลัวไม่ได้แมชกับครอบครัวนี้เพราะว่า เค้าบอกว่าหนึ่งในหน้าที่ที่ทำต้องทำให้เด็กคือทำอาหารค่ะ อันนี้เราออกตัวแรงมากกลับไปบอกโฮสต์ว่า ชั้นทำอาหารไม่เก่งนะ คือทำกินเองได้ แค่ง่ายๆ แต่ก็กินได้แค่คนเดียว คนอื่นกินแล้วส่ายหน้าอะไรประมาณนั้น คำถามนี้เรารอนานมากกว่าเค้าจะตอบ เวลาล่วงเลยจนได้ออนไลน์ ตอนนั้นถึงขั้นเข้าไปโพสต์ในหน้าเพจหนึ่งเกี่ยวกับออแพร์ใน facebook ว่าแค่ออนไลน์ได้ก็ดีใจประหนึ่งโฮสต์ขอแมช 5555

แต่แล้วเหตุการณ์ที่ตื่นเต้นที่สุดในชีวิตเหตุการณ์นึงก็มาถึง.. หลังจากเราออนไลน์ เราก็รีบติดต่อผ่านพี่ออแพร์ไทยอย่างด่วน (รวมทั้งบอกข่าวดีกับพี่ออแพร์เก่าด้วย) รวมถึงเมลไปบอกโฮสต์ว่าออนไลน์แล้วนะ เท่านั้นแหละ พี่ออแพร์ไทยโทรมาเล่าว่า โฮสต์ถึงคราวเริ่มตระหนกเล็กน้อย ประมาณว่า ถ้าเราออนไลน์ได้แล้ว ก็หมายความว่าครอบครัวอื่นก็สามารถเห็นเราและคุยกับเราเหมือนกันสิ หลังจากนั้นไม่กี่วัน พี่ออแพร์ไทยก็โทรมาบอกว่า

"โฮสต์อยากคุยโทรศัพท์ด้วย!!!!"

แหม่.. คือถ้ามีเวลาให้เตรียมตัวล่วงหน้าแค่ซักชั่วโมงก็ยังดี นี่เล่นโทรมาถามว่าว่างมั้ย ถ้าว่าง อีก 3 นาทีจะให้โฮสต์โทรมา ไอ้เราตื่นเต้นก็ตื่น แต่ความกลัวพลาดโฮสต์ (ที่เราว่าน่าจะดี) นั้นมีมากกว่า เลยตอบตกลงไป เนื้อหาใจความจำไม่ค่อยได้แล้ว พอนึกออกแค่ว่า ก็แค่ถามเรื่องทั่วไป ทำไมอยากมา ทำอะไรอยู่ เราก็ถามกลับเกี่ยวกับเด็กเล็กน้อย (ถึงรู้แล้วก็ถามไปให้เค้ารู้สึกว่าเราสนใจครอบครัวเค้านิดนึง ฮ๋าๆ) แล้วก็เพื่อไม่ให้สายเงียบเกินไป เพราะเราก็แอบรู้สึกได้ว่าโฮสต์ก็ตื่นเต้นอยู่หน่อยๆ แหะๆ แต่เราก็บอกโฮสต์ไปตรงๆ นะว่าเราตื่นเต้นมาก นี่เป็นการคุยกับครอบครัวแรก แถมเป็นภาษาอังกฤษ ชั้นไม่มั่นใจว่าคุณจะฟังชั้นรู้เรือง เพราะชั้นตื่นเต้นมาก (ย้ำไปอีกดอกเพราะตื่นเต้นจริงๆ ฮ่าๆ)

หลังจากนั้นก็ส่งอีเมลคุยกับโฮสต์ โฮสต์ขอ skype ด้วยอีกที สรุปแล้วได้ คุย skype กับโฮสต์ทั้งหมดแค่ 2 ครั้ง ครั้งแรกทั้งเราและโฮสต์พยายามนัดเวลาตอนที่เด็กอยู่ด้วย สุดท้ายได้เวลาแค่เจอคนเล็ก เพราะคนโตส่วนใหญ่ไปโรงเรียน (คนเล็กเข้า pre-school เลยเรียนแค่ครั้งวัน)

และครั้งที่ 2 ครั้งสุดท้ายของการ skype โฮสต์ขอแมช!!!

เค้าบอกเค้าบอก profile เรา และคุยด้วยเค้าก็โอเค เราน่าจะเข้ากับครอบครัวเค้าได้ อะไรประมาณนั้น แต่เชื่อมั้ยว่าเราเล่นตัวค้าาา ฮ่าๆ คือแบบว่าไม่ได้ตั้งใจ พอโฮสต์ขอแมชเราตื่นเต้นมาก เหมือนความคิดหลุดไปอยู่อีกโลกนึง เลยตอบโฮสต์ไปแบบไว้ตัวนิดนึงว่า "ชั้นขอคิดดูก่อนนะ" ทั้งที่ความจริงแทบอยากจะขอเค้าแมชเองด้วยซ้ำ ฮ่าๆ เค้าก็ทำหน้าผิดหวังนิดนึง แต่ก็บอกว่าโอเค ไม่เป็นไร

หลังปิด skype ไปไม่ถึง 5 นาที ว่าที่ออแพร์ก็แล่นไปออนไลน์ facebook คุยกับพี่ออแพร์ไทยว่า เราขอโทษ เราไม่ได้ตั้งใจจะบอกอย่างงั้น อยากจะตอบตกลง แต่ตื่นเต้นเหลือเกิน ฮ๋าๆ เค้าก็ขำๆ เค้าบอกเออ ไม่เป็นไร ก็เมลไปบอกเค้าแล้วกัน เราก็เมลไปขอโทษเค้า แล้วก็บอกเค้าอย่างที่เราเป็นแหละว่า ชั้นอยากแมชกับครอบครัวคุณมาก แต่ความตื่นเต้นทำให้บอกไปอย่างงั้น (โทษเจ้าตัวตื่นเต้นอีกแล้ว)

สรุป แฮปpyเอ็นดิ้งกับครอบครัวนี้ค่ะ ต่อไปก็ถึงขั้นตื่นตุ้มอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือการเตรียมเอกสารขอวีซ่า..

ผู้แสดงความคิดเห็น PaJingGo ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2012-07-16 05:51:16 IP : 173.66.183.21


ความคิดเห็นที่ 18 (3292762)
avatar
PaJingGo

(8)

วันรุ่นขึ้นเราก็โทรไปบอกเอเจนซี่เลยค่ะ เรื่องที่ว่าเราแมชแล้ว เรื่องที่เราคุยกับโฮสต์นี้อยู่ พี่คนนึงที่ช่วยดูเอกสารให้เราทราบดีค่ะ ทุกครั้งที่เราไปอบรม พี่เค้าก็จะถามเรื่อยๆ ว่าคุยกะโฮสต์บ้างมั้ย เป็นไงบ้างแล้ว แล้วก็จะอวยพรมาทุกครั้งว่าขอให้ได้บานนี้นะ แน่ล่ะ.. อัตราการแมชเยอะก็หมายถึงเงินไหลเข้าเอเจนซี่เยอะน่ะสิ ฮ๋าๆ แต่ไม่เป็นไร แค่นั้นก็อุ่นใจแล้วว่ามีคนให้กำลังใจอีกเยอะแยะ ส่วนทางโฮสต์ก็ต้องแจ้งศูนย์ทางเค้าเหมือนกันเพื่อทำเรื่องส่งเอกสารการแมชหรือที่เรียกว่า Placement Pack มา เอกสารนี้เกี่ยวพันถึงเรื่องวีซ่าด้วย และระหว่างนี้เราก็วุ่นวายกะการเตรียมเอกสารขอวีซ่า (ไม่ได้ยุ่งน้อยกว่าการส่งเอกสารเก็บชั่วโมงเลย 555) ไม่แปลกใจเลยว่าหลายคนเมื่อได้แมชแล้วจะดีใจมาก คือนอกจากจะหมายถึงการเดินทางที่ยาวนานที่สุดครั้งนึงในชีวิตกำลังจะเริ่ม แต่หมายถึงว่าความยากลำบากทั้งหมดจะถูกผ่อนไปทีละขั้น ฮ่าา.. (แต่ลืมนึกไปว่าเรายังต้องเจออะไรอีกเยอะเมื่อเดินทางมาถึงบ้านโฮสต์แล้ว)

เมื่อเตรียมเอกสารเรียบร้อย รวมถึงเอกสารจากทางศูนย์ใหญ่ส่งมาถึงเอเจนซี่เรียบร้อย ก็ได้เวลานัดหมายเช็คเอกสารขอวีซ่า รวมถึงซ้อมสัมภาษณ์วีซ่าที่จัดโดยพี่ๆ เอเจนซี่ วันนี้แหละที่เราจะได้เจอกับเพื่อนๆ ที่เดินทางพร้อมกัน หรือใกล้ๆ กัน (เรายังติดต่อกับเพื่อนกลุ่มนี้จนถึงตอนนี้เลยค่ะ) สนิทกันเร็วมาก คงเพราะเรามีเป้าหมายเหมือนกัน หรือใกล้เคียงกัน รวมถึงตกอยู่ในสถานะเดียวกัน คือตื่นเต้นสารพัด กลัวการสัมภาษณ์วีซ่า กลัวไม่ผ่าน กลัวไม่มีตังค์จ่ายค่าธรรมเนียม (ฮ่าๆ) กังวลกับการต้องจากบ้าน ฯลฯ เช็คเอกสาร ฟังวีดิโอซักซ้อมกันอยู่ครึ่งวัน พอช่วงบ่ายก็ได้เวลาซ้อมสัมภาษณ์กับคุณฝาหรั่ง (คาดว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากสถานฑูตแอบแว่บมารับจ๊อบ ฮี่ๆ)

คำถามสัมภาษณ์ก็เกี่ยวกับประวัติเราเอง ครอบครัวเรา ครอบครัวที่จะไปอยู่ด้วย ประสบการณ์การเลี้ยงเด็ก เพื่อนในกลุ่มเราคนนึงเก็บชั่วโมงทำเอกสารเรียบร้อยมาเป็นปี ถึงกับลืมว่าเคยเลี้ยงเด็กอะไรยังไงมาบ้าง การเตรียมตัวก็ง่ายๆ ค่ะ "ท่อง" ฮ่าๆ แต่ไม่ยากเกินความจำหรอก คือเราก็เคยทำมาจริงๆ เรื่องเกี่ยวกะโฮสต์เราก็แค่อ่านเอกสารโฮสต์ทำอะไรอยู่ที่ไหน เราจะไปอยู่ที่ไหน หลังจากจบการซักซ้อมแล้วเราว่าคุณคนที่สัมภาษณ์เราแอบโหดนิดนึง (โฮสต์กว่าเจ้าหน้าที่สถานฑูตตัวจริงตอนสัมภาษณ์จริงอีก ขอบอก) แต่ก็ดีสำหรับเรานะ เจอโหดๆ ไว้ ถึงเวลาจริงจะได้รู้ว่าต้องเตรียมตัวอะไรยังไง

 

วันสัมภาณ์ที่สถานฑูต เราแต่งตัวสุภาพที่สุดในชีวิต ด้วยเสื้อคุณแม่ กระโปรงคุณพี่ สุดท้ายเจอคุณน้าคนนึงเรียกเรา "ป้า" ฮ่าๆ ขั้นตอนการตรวจเอกสารและสัมภาษณ์ไม่มีอะไรซับซ้อนค่ะ ระบบเค้าดีมาก ไม่ช้าอย่างที่คิด ทั้งที่คนเยอะมาก เราได้คิวช่วงเช้าตอนแปดโมง แต่คนรอคิวกันยาวเหยียด แต่เวลาที่เค้าเรียกเข้าไปตรวจร่างกายก่อนเดินเข้าอะไรนี่ก็ตรงเวลาเป๊ะ!!!

ตรงนี้เรามีข้อมูลแบบละเอียดยิบมาแชร์ด้วย เพราะเคยพิมพ์เล่าให้เพื่อนในกรุ๊ปที่รับเอกสารวีซ่าฟัง(อ่าน)ไปแล้วรอบนึง

ผู้แสดงความคิดเห็น PaJingGo ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2012-07-16 06:12:38 IP : 173.66.183.21


ความคิดเห็นที่ 19 (3292763)
avatar
PaJingGo

(9)

ขออนุญาตก๊อปมาเลยนะคะ

มาแล้วๆ ขอวีซ่าวันนี้.. คิว 8 โมงเช้า..

ใครซักคนบอกเราว่าต้องไปถึงก่อน
1 ชั่วโมง บางคนบอกครึ่งชั่วโมง เราเดินทางสายกลางเลยไปถึงก่อน 45 นาที นั่งมอไซด์จากปากซอยถนนวิทยุ (ฝั่ง BTS เพลินจิต) 20 บาท เห็นคนเข้าแถวเรียงรายอยู่ซัก 40-50 คนได้ มอไซด์รู้งานจอดให้ตรงปลายแถว แต่กะเหรี่ยงเมืองไม่รู้งานเดินขึ้นไปถามเจ้าหน้าที่ที่จดอะไรยุกยิกๆ อยู่หัวแถวว่าต้องทำอะไรยังไงบ้าง สุดท้ายเค้าก็อัญเชิญกลับมาต่อปลายแถว ได้ยินเสียงแว่วๆ จากเจ้าหน้าที่เรียกคนคิว 7 โมงครึ่งให้มาต่ออีกแถว

ยืนรอแบบคุ้มค่าเวลาด้วยการอ่านเอกสารต่างๆ (ที่พี่อ๋องให้อ่านล่วงหน้า แต่ยัยปามาอ่านเอาตอนเช้า!!!) จนเวลา 7 โมงครึ่ง เจ้าหน้าที่มาถามหาคนคิว 8 โมง ให้ไปต่ออีกแถว (สรุปว่าไม่จำเป็นต้องเผื่อเวลาเกินครึ่งชั่วโมงเลยจริงๆ)

พอต่ออีกแถว จนท.ก็มาขอดู DS-160 ที่เป็นกระดาษ 2 แผ่นมีหน้าเราปะอยู่ แล้วเค้าก็จะไฮไลท์ชื่อเรา เขียนคิว และแจกการ์ดสีฟ้า แถวขยับเข้าใกล้ประตูไปเรื่
อยๆ..

ประตูทางเข้าแบ่งชนชั้นวรรณะชัดเจน คือคนขอวีซ่ากับ citizen (สะกดไงหนอ) เข้าประตูไปเจอด่านตรวจกระเป๋า สิ่งที่เราต้องเตรียมหยิบแยกออกมามีดังนี้ (หยิบแยกใส่ถุงไว้เลยก็ได้เพื่อความรวดเร็ว)
- โทรศัพท์ (ปิดเครื่องให้เรียบร้อย)/
กล้อง/แฟลชไดรฟ์/สายไฟ/หูฟัง >> หรือง่ายๆ คืออุปกรณ์ที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย
- ร่ม
- ของมีคมต่างๆ (เรามีเข็มซ่อนปลายพกในกระเ
ป๋า เผื่อกระโปรงขาด โดนตรวจเจอ เลยยิ้มแหะๆ ส่งให้พี่ รปภ.ริบไป)
คิดออกแค่นี้.. เค้าจะให้เราแยกของพวกนี้ไว
้ใส่ถุงนิรภัย พร้อม "บัตรประชาชน/ใบขับขี่" แล้วก็ให้กุญแจมาดอกนึง

หลังเอากระเป๋าและเอกสารให้เจ้าหน้าที่ไปผ่านเครื่อง (เหมือนตอนเดินเข้างานสัปดาห์หนังสือ) รปภ.จะเก็บการ์ดสีฟ้า และส่งตัวเราไปให้เค้าสแกนตัว พอผ่านเรียบร้อยก็ไปต่อคิวข้างในอีกที (จัดการของในกระเป๋าเร็ว ก็ได้เข้าเร็วกว่าคนอื่นที่เข้ามาเซ็ตเดียวกัน)

ตรงนี้จะมีจนท.ตรวจเอกสาร เลือกเฉพาะเอกสารที่จำเป็นจ
ริงๆ ใส่แฟ้มใสๆ อะไรไม่ใช้แน่นอนเค้าคัดออกให้ อะไรที่เค้าบอกให้เตรียมเผื่อข้างในเรียกเพิ่มเค้าก็จะ
บอกเรา

จากนั้นก็ไปต่อคิวสัมภาษณ์รอบแรกกะคนไทย เป็นภาษาไทย ตรงนี้ดูเข้มงวดกว่าตอนสัมภาษณ์จริงข้างในอีก คำถามเท่าที่เราจำได้คือ..
- ไปออแพร์ใช่มั้ย
- เคยมีวีซ่าอเมริกามั้ย (ตรงนี้ถ้าเคยมี จนท.ที่ตรวจเอกสารจะให้เราเ
ข้าไปในตึกเลย ไม่ต้องมาต่อคิวส่วนนี้.. จอยเคยไปใช่มั้ย)
- ยังทำงานอยู่มั้ย ทำงานอะไร จะลาออกเมื่อไหร่ รายได้เท่าไหร่
- เบอร์คนที่ติดต่อได้ถ้ามีเห
ตุฉุกเฉินที่ไทย (ส่วนใหญ่ก็พ่อ+แม่).. เนื่องจากเราไม่มีโทรศัพท์เข้ามาด้วย บวกกับความง่วงนิดๆ แทบจะนึกเบอร์ใครไม่ออก.. จดไว้ก็ดีนะ เพราะไม่มีโทรศัพท์ให้รื้อเบอร์จาก contact :)

พอผ่านเค้าก็จะให้เราพิมพ์นิ้วกะเครื่อง มีวิธีพิมพ์แปะหน้าเคาน์เตอ
ร์เลย :) จากนั้นเค้าก็จะให้คู่มือเกี่ยวกับการรักษาสิทธิประโยชน์เวลาเราไปทำงานที่นู่นมาเ
ล่มนึง

เข้าไปในตัวตึกพร้อมคิวในมือ นั่งรอแอร์เย็นๆ อ่านคู่มือรอแก้ง่วง (แต่กลับง่วงหนักกว่าเดิม) หลักๆ เกี่ยวกับพวกสิทธิแรงงาน สิทธิมนุษยชน และเบอร์ฉุกเฉินขอความช่วยเหลือ ที่ไม่ใช่ 911

ในนั้นเค้าจะเรียกคนนั่งรอเ
ข้าไปต่อคิวตามช่องอีกที คิวละ 10 คน เราเป็นคนที่ 2 ของเซ็ต อยากบอกว่า เราชิลและเฉยๆ มาตลอด แต่พอลุกไปต่อคิวเท่านั้นแห
ละ ใจเต้นตุบๆ พยายามสูดหายใจเข้าลึกๆ ก็ไม่หาย คนข้างหน้าตอบเสียงดังมาก แต่ดูรู้ว่าตื่นเต้น เพราะพูดผิดพูดถูก 555 (ไปหัวเราะเค้าเนอะ..)

พอถึงคิวเรา ก็เดินยิ้มนำไปก่อน เป็นฝรั่งหัวเกรียนหน้าตาดี >,,< ทักทายเราด้วยภาษาไทยเกือบจะชัดแจ๋วเหมือนที่เราได้ยินเค้าสัมภาษณ์คนข้างหน้าว่า "สวัสดีครับ" เราเตรียมจะกุดม้อนิ่งก็เลยนิ่งไป เรายืนเอกสารเสร็จก็ยิ้มสู้

พอเค้าอ่านเอกสารเราปุ๊ป เห็นว่าเราไปออแพร์ เค้าก็เปลี่ยนโหมดภาษาเป็นภาษาอังกฤษทันที!!! คำถามที่เจอเท่าที่จำได้คือ
- ไปทำอะไร
- ไปอยู่ที่ไหน
- ไปอยู่กับใคร
- เคยมีประสบการณ์เลี้ยงเด็กม
ั้ย
- มีเพื่อนหรือญาติอยู่มั้ย

ทั้งหมดนี้กินเวลาไม่ถึง 4 นาที!!! ทุกคำถามเค้าจะถามสั้นๆ ออกแนวเป็นคำถาม Yes/No แต่ทุกคำถาม ถ้าพอมีช่องให้เราอธิบายเพิ่มได้ เราพูดๆๆๆๆๆ เท่าที่จะนึกออก แหะๆ เลยเดาเอาว่าที่เค้าถามเราไม่นานเพราะเราแย่งเค้าพูดไปหมดแล้ว 555 เอ้อ.. คำถามสุดท้ายจากข้างบน เค้าเปลี่ยนโหมดกลับมาถามภาษาไทยอัตโนมัติ อึ้งไปนิดนึง กดสวิทช์ตัวเองกลับภาษาบ้านเกิดแทบไม่ทัน

เค้าพิมพ์อะไรก๊อกๆ แก๊กๆ พักนึง ก็เงยหน้ามาบอกพร้อมรอยยิ้มหล่อๆ ว่า Congratulations! คุณได้รับอนุญาต... บลาๆๆๆ จำไม่ได้แล้ว ฟังทันแค่ Congratulations แล้วหูอื้อไปนิดนึง 555 เค้าก็ใจดีถามเราอีกนิดนึงเกี่ยวกับเอกสารการคุ้มครองสิทธิมนุษย์ บอกให้อ่านด้วยนะ จำเลขด้วยนะ มีประโยชน์มาก แล้วเราก็เดินตัวลอยๆ ออกมาจากตึกตอนเค้าบอกว่าให้ไปซื้อซอง (ซองไปรษณีย์ที่เค้าจะส่งเอกสารเราทั้งหมดกลับมาให้ รวมทั้งวีซ่าเราด้วย)

ทุกขั้นตอนไม่ต้องกลัวหลง ไม่ต้องกลัวงง จนท.บอกหมด ไม่ก็จัดให้หมด แม้แต่ตอนซื้อซอง เราก็โชว์สติ๊กเกอร์ที่อยู่ไทย-เมกันในมือ เค้าก็บอกแปะเลยๆ เสร็จเรียบร้อย เอาซองไปหย่อนคืนให้จนท. เดินออกมารับของที่ฝากไว้คืน เสร็จสิ้นภารกิจทั้งหมดเวลา 9 โมงครึ่งเป๊ะ..

แหะๆ พิมพ์ไปมันมือนิ ยาวเลย มาดูอีกทีเป็นแผงเลยอ่ะ ^^" มีอะไรถามเพิ่มได้นะ ยกเว้นว่านอกเหนือจากนี้มีค
ำถามอะไรอีกรึเปล่า จำได้แค่นี้จริงๆ พอผ่านแต่ละขั้นเสร็จ เรารีบออกมาพิมพ์ในมือถือเก็บไว้เลย กลัวลืม ซึ่งจริงๆ คำถามไม่ยากเลย ตอนเราซ้อมสัมภาษณ์ตอนตรวจเ
อกสารยังดูโหดกว่าเยอะนัก

ผู้แสดงความคิดเห็น PaJingGo ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2012-07-16 06:22:39 IP : 173.66.183.21


ความคิดเห็นที่ 20 (3297113)
avatar
ธัญญ่า

เย้ได้วีซ่าแล้ว เข้ามาตามอ่านเป็นระยะ ได้วีซ่าแล้ว (โพสถึงเรืืองว่าได้วีซ่าแล้ว) ติดตามกันต่อไปเรื่อยๆ นะจ๊ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น ธัญญ่า ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-08-28 14:05:16 IP : 99.231.223.82


ความคิดเห็นที่ 21 (3307118)
avatar
PaJingGo
image

กลับมาอีกแล้ว อิอิ ตั้งใจว่าครึ่งปีค่อยมาอัพต่อหนนึง ฮ๋าๆ ไม่ช่ายยยย

เอาจดหมายถึงโฮสต์แฟมิลี่มาแปะค่ะ ความจริงตั้งกระทู้แยกไว้อีกกระทู้ด้วย แต่พอดีเคยบอกไว้ข้างบนแล้วว่าถ้าแมทช์แล้วจะเอาจดหมายมาแชร์กัน เลยเอามาลงในกระทู้เดียวกันนี่ด้วยซะเลย :) ใครแวะมาอ่านก็อย่าก๊อปไปทั้งดุ้นเน้อ เขียนให้เป็นตัวเราแหละเวิร์คสุด!!

 

ผู้แสดงความคิดเห็น PaJingGo ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-02-05 07:49:56 IP : 71.191.33.146


ความคิดเห็นที่ 22 (3307119)
avatar
PaJingGo
image

(2)

ผู้แสดงความคิดเห็น PaJingGo ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-02-05 07:51:36 IP : 71.191.33.146


ความคิดเห็นที่ 23 (3307120)
avatar
PaJingGo
image

(3) มีวิธีทำให้ภาพอยู่ใต้ข้อความมั้ยน้อ :)

ผู้แสดงความคิดเห็น PaJingGo ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-02-05 07:52:27 IP : 71.191.33.146


ความคิดเห็นที่ 24 (3307121)
avatar
PaJingGo
image

(4) สุดท้ายละค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น PaJingGo ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-02-05 07:53:03 IP : 71.191.33.146


ความคิดเห็นที่ 25 (3307131)
avatar
PaJingGo

(10) มาต่อเรื่องราวหลังจากได้วีซ่าค่ะ เวลาผ่านไปครึ่งปี.. ยังจำเรื่องราวตอนนั้นได้อยู่มั้ยน้อ แหะๆ จะเล่าเท่าที่จำได้ละกันเนอะ...

 

หลังจากได้วีซ่า.. ก็ถึงขั้นตอนการเสียเงินมหาโหดค่ะ เรามากับไทย-เมกัน ถ้าเป็นออแพร์ที่แมทช์ภายในปี 2011 จะเสียค่าธรรมเนียม $500 ตอนนั้นพี่เจ้าหน้าที่เค้าบอกว่าแจ้งแล้วว่าให้รีบทำเรื่องและรีบแมช แต่เราตกข่าวไปได้ไงไม่รู้เหมือนกัน เอาเป็นว่าเราเสียค่าโครงการทั้งหมด $800 แถมซื้อประกันเพิ่มแบบคนขี้กังวลอีก $250 มั้งถ้าจำไม่ผิด เสียเงินเสร็จเดินตัวเบาหวิวออกจากธนาคาร จนลงทันตา เงินที่เก็บสะสมมาแทบเกลี้ยงบัญชี

 

เรื่อง เสียเงินยังไม่หมดแค่นั้น อะไรๆ ผ่านแล้วก็ได้เวลาเตรียมตัวเดินทาง ซื้อของเพิ่มเยอะแยะไปหมด (โฮฮฮฮฮฮ.. บางอย่างไม่จำเป็นเลย แต่ตอนนั้นกังวลมากว่าของอเมริกาแพง ซื้ออะไรได้ก็ซื้อเตรียมมา) เราขอสรุปของที่เราพกมาด้วยพร้อมคอมเมนต์เกี่ยวกับของนั้นๆ ไว้ตามนี้เลยนะคะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น.. ความจำเป็นของแต่ละคนอาจะต่างกันนิด หน่อยนะคะ รวมถึงขึ้นอยู่กับโฮสต์ที่เรามาอยู่ด้วยด้วยแหละ บางอย่างเค้าซื้อให้ บางอย่างเราจัดการของตัวเอง.. บางบ้านไม่ให้อะไรเลยนอกจากที่ซุกหัวนอน และอาหารเล็กๆ น้อยๆ "เท่าที่จำเป็น" แค่นั้นจริงๆ (อันนี้ไม่ได้ขู่ แค่บอกเผื่อไว้ค่ะ แต่เท่าที่ฟังๆ มา โฮสต์ส่วนใหญ่โอเคนะคะ อย่ากังวลไปจนพาลหมดความสุข )


รายการของที่แพคลงกระเป๋าโหลดใต้เครื่อง (2 ใบ จำกัดน้ำหนักที่ใบละ 23kg... ตามมาตรฐานสายการบินส่วนใหญ่)

- ผ้าอนามัยยี่ห้อประจำ คำนวนมาพอใช้ 1 ปี

- ชุดชั้นใน + เสื้อผ้าเน้นใส่หน้าร้อน ถ้าไม่ติดแบรนด์ พวกเสื้อยืดอะไรงี้ตัวละร้อยกว่าหรือของเหมาโหลมาก็คุ้มดีสำหรับเราเอง (เรามาถึงอเมริกาหน้าร้อน.. ชุดฤดูหนาวมาซื้อที่นี่หมดยกเว้นเสื้อโค้ท 1 ตัวที่มีคนให้มา), กางเกงยีนส์ (เราขนมาทุกตัวที่มี เราอ้วนและขาสั้น.. ไซส์ฝรั่งหายาก ดีที่เอามา), พวกเสื้อกล้ามสายเดี่ยว ซื้อที่ไทยแพงกว่าเยอะ

- ถุงเท้า&ลองจอน - เราใส่ถุงเท้าทุกวัน (เพราะใส่นอนด้วย..มันหนาว) เราเหมาแพคจากคลองถมก็ใช้คุ้มดี กะว่าใช้จนสองปีจนกลับไทยจะโยนทิ้งเลย 555 พวกแบบที่มันฟูๆ นุ่มๆ หนาๆ เผื่อใส่กับบู๊ทไรงี้มาหาเอาที่นี่เถอะ ราคาพอกันเผลอๆ อเมริกาจะถูกกว่า ส่วนลองจอนเราเอามา 3 เซ็ท สามระดับความหนา สำหรับเราใช้คุ้มนะ เราอยู่แมรี่แลนด์อากาศมันเย็น ของไทยถูกกว่าอเมริกา (เรื่องราคาของที่นี่ไม่แน่ใจ ไม่ได้สำรวจตลาดลองจอนเท่าไหร่)

- รองเท้าทุกประเภท - ที่เราใส่คุ้มสุดคือรองเท้าผ้าใบแบบที่ไม่เชิงรองเท้ากีฬา ใส่ตลอดเวลายกเว้นหน้าร้อนและตอนออกไปวิ่ง รองเท้าที่มาซื้อเพิ่มที่นี่มีแค่บูท 2 คู่ (เราเอาแตะมาสามคู่.. เยอะไปนะยัยบ้า คู่เดียวพอ -.-", ผ้าใบสองคู่..ลงกระเป๋าคู่นึง ใส่คู่หนักสุดคู่นึกขึ้นเครื่อง, รัดส้นเปลือยนิ้วไว้เดินป่าหนึ่งคู่>> รายการหลังๆ นี่คุ้มสำหรับเราเพราะมีอยู่แล้ว)

- กางเกงเล.. (ไม่ได้ใส่เลย เอามาทำไม ในบ้านโฮสต์ก็เปิดแอร์หนาวเกินจะใส่)

- มาม่าคัพ 4-5 กล่อง (แยกหนึ่งกล่องไว้กระเป๋าหิ้วขึ้นเครื่อง) ไว้กินกันตายตอนรอต่อเครื่องแล้วเกิดหิว กับตอนช่วงปฐมนิเทศที่โรงแรม.. ของเอเจ้น Au Pair in America เป็นที่กล่าวขานกันมากว่าอาหารที่โรงแรมไม่ไหวเลย คืออาจจะโอเคสำหรับบางคนหรือทางยุโรป แต่สำหรับเราที่เป็นคนไม่เรื่องมากเรื่องอาหารเลยยยยยวันเดียวจอดละจ้า มาม่าต้มยำเมืองไทยนี่แหละเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดในช่วง 2-3 วันแรกที่จากแผ่นดินเกิดเลยทีเดียว

- มาม่าซองเหมาแพค, น้ำจิ้มสุกี้พันท้ายฯ (ไม่ต้องขนมาให้เปลืองที่กระเป๋าแถมหนักโฮก ที่นี่มีขาย ยี่ห้อไทยนี่แหละ แถมโฮสต์จ่ายตังค์ค่าอาหารให้อีก)

- เครื่องประทินผิวทั้งหลายรวมทั้งเครื่องอาบน้ำแปรงฟัน.. เราเอาที่เป็นแบบเหลือครึ่งขวดมาจากบ้านพอแค่ใช้หนึ่งเดือน (เราไม่ใช้ของแบรนด์ดังเพราะงั้นราคาของที่นี่ไม่ต่างกันเท่าไหร่), เราไม่ติดเครื่องสำอางค์อะไรมากมาย มีไม่เยอะ โยนลงกระเป๋าใหญ่เพราะไม่แต่งหน้าขึ้นเครื่อง ฮ๋าๆ พวกทิชชู่ สำลีอะไรที่นี่ถูกมาก

- เข็มขัด เครื่องประดับ.. ของที่นี่แพงโฮกกกกกกก ถ้ารักสวยรักงามก็เอามาเถอะ จะซื้อเพิ่มนิดหน่อยก็ได้

- ชุดว่ายน้ำ+แว่นตาว่ายน้ำ.. อันนี้เป็นปัญหาส่วนตัวเพราะไม่กล้าใส่ทูพีซ ฮ่าๆ และที่นี่ถ้าเอาแบบวัยรุ่นๆ มันก็มีแต่ทูพีซไง ถ้าวันพีซมันจะเป็นลายเด็กมากไม่ก็ลายคุณป้าไปเลย ไม่มีของวัยเรา (แต่เราไม่ได้ไปเดินตามชอปที่เป็นแบรนด์ดังนะ แค่สำรวจตาม Walmart / Target ที่เป็นมอลล์ราคาถูกของที่นี่)

- เครื่องเขียนจุกจิก.. ความจริงเราใช้กับของโฮสต์แล้วก็ของเด็กที่บ้านได้ บ้านเราใช้ของกันทิ้งขว้าง.. เสียดายมากเลย ไอ้เราก็ไม่น่าขนของตัวเองมา (แต่อันนี้เราไม่รู้ก่อนนี่เนอะ)

- กระเป๋าผ้า / กระเป๋าสะพายใบเล็กๆ.. คุ้มสำหรับเราที่เอามาเหมือนกัน เราว่าที่นี่แพงและไม่ค่อยมีให้เลือก.. ถ้าอยากได้ดีไซน์สวยๆ มันก็แพงไปเลยอะ ไปหาเอาขำๆ หน้ารามฯ ไม่ก็ใช้ที่มีอยู่แล้วเนี่ยแหละคุ้มดี เวลาหิ้วเด็กไปไหนข้างนอกไว้ใส่ของพกจุกจิก สำหรับเรามันสะดวกกว่าสะพายกระเป๋าแบบกระเป๋าทำงานงานคุณผู้หญิงนะ แหะๆ

- ยา.. เราจำลิสต์ยาของตัวเองไม่ได้แล้ว แต่เราขนมาเต็มกำลังอย่างละเป็นกล่องๆ เลยเพราะเราเป็นภูมิแพ้ แต่ไม่เยอะจนเค้าคิดว่าเอามาขายนะ โดยเฉพาะยาแก้อักเสบ ของที่นี่ยาแก้แพ้อ่ะมีขาย แต่แพง ส่วนยาแก้อักเสบอะไรพวกนี้ต้องไปหาหมอ เสียทั้งค่าหมอ ค่าใบสั่งยา ค่ายาแพงโฮก ถ้านึกรายการยาไม่ออก (และอยู่กทม.) เราแนะนำให้ไปร้านขายยาหน้าศิริราช (ไม่แน่ใจชื่อร้านแฮะ.. ประมาณ เพ็ชรรัตน์ อะไรแนวๆ นี้มั้งคะ) ลิสต์รายการเท่าที่ตัวเองนึกออกไปก่อน แล้วบอกให้เค้าแนะนำเพิ่มให้เลย (แต่อย่าไปช่วงเย็นๆ ใกล้ปิดร้านนะ เพราะเค้าจะรีบๆ คนจะเยอะๆ) เราจะได้ของไม่ครบ

- ของฝากโฮสต์+เพื่อนต่างชาติ ของฝากโฮสต์อาจจะแล้วแต่ไอเดีย ของฝากเพื่อนต่างชาติบางคนอาจจะไม่เตรียมก็ไม่เดือดร้อนอะไร แต่เราว่ามันคุ้มค่ามากที่เรามีเตรียมมา ตอนปฐมนิเทศเราได้เพื่อนต่างชาติดีๆ เราก็รู้สึกดีที่มีของที่ระลึกไทยๆ ให้เค้าก่อนจากกัน แถมเราประทับใจเจ้าหน้าที่อบรมด้วย.. ก็ได้ใช้คุ้มเลย :)

ผู้แสดงความคิดเห็น PaJingGo ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-02-05 11:46:30 IP : 71.191.33.146


ความคิดเห็นที่ 26 (3307132)
avatar
PaJingGo

(11) 

ของใส่กระเป๋าหิ้วขึ้นเครื่อง (เรามีเป้หนึ่งใบ+กระเป๋ากล้องใบเขื่อง)

- สมุดเล่มเล็ก ปากกาไว้จดนู่นกรอกนี่

- ยาแก้แพ้+พารา+ยาแก้ท้องอืด.. โดยเฉพาะอย่างหลัง ไม่รู้ใครเป็นมั้ยเวลานั่งเครื่องบินหรือนั่งรถหรือแม้แต่นั่งทำงานกับที่นานๆ แล้วท้องอืด เรามากินเอาตอนก่อนจะลงเครื่องแล้ว.. ไม่ทัน อืดไปแล้ว ฮ๋าๆ แนะนำให้กินทุกครั้งหลังอาหารเลย.. เราเอาขมิ้นชันที่เป็นยาสมุนไพรแคปซูลไป เลยเบาใจว่ามันจะทำลายตับไปได้นิดหน่อย แต่เราท้องอืดยาวไปจนปฐมนิเทศแหนะ ทรมานมาก

- หนังสือเล่มเล็กไว้อ่านบนเครื่อง

- มือถือ ที่ชาร์จ แบตสำรอง หูฟัง ไว้เล่นเกม ฟังเพลง ตลอดระยะเวลา 24 ชั่วโมงของการเดินทางสุดโหดและบั้นท้ายบาน.. แนะนำเพิ่มเติมว่าเจอที่ชาร์จที่ไหนแวะจิ้มเลยจ้า (หลักๆ ก็ตอนรอเปลี่ยนเครื่องที่สนามบิน ฮ๋าๆ)

- เอกสารทุกอย่างที่มี ไว้ในช่องที่หยิบง่ายด้วย เพราะมันต้องหยิบเข้าหยิบออก แถมสัมภาระเราก็เยอะแยะ

- เงินไทย เงินดอลล่าร์.. เงินดอลล่าร์ไม่ต้องเยอะหรอกค่ะ แลกมา $200-$300 เหลือๆ ตอนนั้นเราใช้ไปประมาณไม่เกิน $80 ก่อนถึงบ้านโฮสต์ คือช่วงพักปฐมนิเทศก็มาเดินซื้อของนิดหน่อย แล้วก็สำรองจ่ายค่าโหลดกระเป๋าเดินทางจากรัฐที่ปฐมนิเทศมาบ้านโฮสต์ (โฮสต์เราจ่ายคืนให้ทีหลัง)

- มาม่าคัพหนึ่งกล่อง เผื่อตอนต่อเครื่อง

- ผ้าปิดตา+เบาะรองคอเป่าลมไว้นอนบนเครื่อง (สำหรับเราไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่ หลับง่าย แต่ตื่นมาปวดคอชะมัด ฮ่าๆ)

- หัวปลั๊กแปลงทั้งกำลังส่งไฟและแปลงหัว

 

นึก ไม่ออกแล้ว นอกนั้นของเล็กๆ น้อยๆ ไว้ถ้านึกอะไรออกที่มันสำคัญมากๆ จะมาต่อค่ะ แต่แค่นี้ก็เยอะเกินแล้วเนอะ >.< หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างนะคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น PaJingGo ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-02-05 11:47:14 IP : 71.191.33.146



[1]


Copyright © 2010 All Rights Reserved.