ReadyPlanet.com
dot
dot
รับข้อมูลข่าวสาร ThaiAuPairClub

dot
dot
ประมวลภาพสังสรรค์งานไทยออแพร์คลับจ้า
dot
bulletประมวลภาพสังสรรค์ครั้งที่ 6
bulletประมวลภาพสังสรรค์ครั้งที่ 5
bulletประมวลภาพสังสรรค์ครั้งที่ 4
bulletประมวลภาพสังสรรค์ครั้งที่ 3
bulletประมวลภาพสังสรรค์ครั้งที่ 2
bulletประมวลภาพสังสรรค์ครั้งที่ 1
dot
+++ เอเจนซี่ที่แนะนำ +++
dot


ลิฟอินแคร์กิฟเวอร์ แนนนี่แคนาดา ทำงานเรียนต่อเมืองนอก ไปต่างประเทศ
Cultureal Care Thailand


สัมภาษณ์ออแพร์ไทยในเมกา"ประสบการณ์ออแพร์ที่ทำงานคู่กับออแพร์อีกคนในเวลาเดียวกัน และดูแลเด็ก 4 คน" article

สำหรับเพื่อนออแพร์ประจำเดือนนี้ธัญญ่าจะขอแนะนำให้เพื่อนๆ ทุกคนรู้จัก เธอเป็นออแพร์ประเทศอเมริกามาหนึ่งปี  ได้สำเร็จโครงการและกลับมาอยู่เมืองไทยแล้ว ชีวิตของเพื่อนออแพร์คนนี้เป็นอย่างไร และโครงการออแพร์ให้อะไรกับเธอบ้าง ธัญญ่าขอเชิญเพื่อนๆ มารู้จักกับ มิ้งค่ะ

 

ธัญญ่า : ย้อนเวลากลับไป ตอนนั้นทำไม มิ้งถึงเลือกไปเป็นออแพร์

มิ้ง: ตอนนั้นเหรอ จริงๆ แล้วถ้าย้อนกลับไปตอนมัธยม อยากไปโครงการแลกเปลี่ยนเอเอฟเอสนะ แต่ยังอยากเรียน และจบการศึกษาพร้อมเพื่อน ก็เลยกลายเป็นแค่ความฝัน แต่พอเรียนจบ ป.ตรี มาเจอโครงการนี้ ซึ่งเมื่อศึกษาดูรายละเอียดโครงการแล้ว ก็คิดว่า ไม่น่าจะหนักหนาสาหัสอะไร ในการที่จะไปให้ได้กับโครงการนี้ เพราะในชีวิตประจำวันของเรา ก็มีเด็กๆ รายล้อมอยู่แล้ว(หลานๆ) ในการเก็บประสบการณ์ ที่สำคัญการเปิดมุมมองชีวิตใหม่ๆ ในโลกกว้างมันเป็นอะไรที่คุ้มค่าเสมอ เมื่อเทียบกับเวลาที่จะต้องเสียไปอีก 1-2 ปี อีกเรื่องเค้าว่ากันว่าประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นดินแดนแห่งโอกาส ก็เลยอยากจะไปสัมผัสด้วยตัวเองเหมือนกันว่า โอกาสที่ว่านี้ มันเป็นยังไงบ้าง ว่าแล้วก็...เริ่มดำเนินการ...

 

ธัญญ่า: แล้วตกลงว่ามิ้ง์ได้ไปเป็นออแพร์อยู่ที่ไหน  เลี้ยงเด็กกี่คน เล่าให้ฟังหน่อยค่ะ

มิ้ง:  เราไปอยู่กับครอบครัวชาวอเมริกันแท้ๆ ตามที่คาดหวังไว้ ที่รัฐแมสซาชูเซต เมืองโคแฮสเซต หรือที่เค้าเรียกกันว่า South Shore of Boston อยู่ห่างจากบอสตันประมาณ 20-30 นาที หากนั่งรถไฟจาก Park Street ก็ขึ้น Red Line ปลายทาง Braintree ลงที่ Quincy แล้วก็ขับรถต่ออีกประมาณ 15 นาที

 

เราเลี้ยงเด็ก 4 คนจ๊ะ

คนแรกชื่อ จัสติน 5 ขวบ เป็นเด็กชอบเล่นเกมส์คอมฯ, พีเอสพี, ดูการ์ตูน, ชอบไปห้องสมุด ไปเล่นเกมส์กับเพื่อนๆ  ชอบเล่นต่อสู้(ซึ่งเราไม่ชอบเอาซะเลย) ชอบเล่นเกมส์ที่ต้องคิดวิเคราะห์ ชอบอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะการทดลอง น่ารักชอบช่วยเหลือ มักจะคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่แล้ว บางครั้งก็แอบเอาแต่ใจ อยากเอาชนะ เป็นเด็กเฉลียวและฉลาด รู้จักเอาตัวรอดได้ดี เป็นเด็กอเมริกันจ๋า เพราะจะทานแต่อาหารฝรั่ง ให้ลองของใหม่เนี่ย ไม่เคยลองอ่ะ ส่ายหน้าลูกเดียว ทานไม่ค่อยเก่ง แต่ตรงกันข้ามถ้าเป็นของที่ไม่มีประโยชน์ทานได้ไม่อั้น เรื่องมากเรื่องการกินเป็นที่หนึ่ง

 

คนที่สองชื่อ เอเลอรี่ 3 ย่าง 4 ขวบ เป็นเด็กน่ารัก ชอบเล่นกับเพื่อนๆ โดยเฉพาะเพื่อนใหม่ ชอบเข้าสังคม ชอบงานศิลปะวาดเขียน ชอบไปห้องสมุดอ่านหนังสือนิทาน เล่นเกมส์คอมฯ ก็ได้ แต่ไม่ได้สนใจมากเป็นพิเศษเหมือนจัสติน ชอบช่วยเหลือ โดยเฉพาะ ถ้างานอะไรที่เป็นงานบ้าน งานผู้ใหญ่ ทำของกิน ทำขนมเอลเลอรี่มีใจช่วยเกินร้อย(ว่าแต่ช่วยให้งานมันเสร็จช้าหรือเร็ว ว่ากันอีกเรื่อง) ที่บ้านจะเรียกเอลฯ กันว่า Miss drama queen ตามความหมายเลยค่ะ อย่าให้ต้องอธิบายกันยาวเหยียด และคิดว่านิสัยนี้ เป็นนิสัยที่เป็นจุดเด่นของเด็กแทบทุกบ้านก็ว่าได้นะ คนนี้ก็ชอบเอาชนะในเรื่องตลกๆ แสบๆ คันๆ โดยเฉพาะเวลาพ่อแม่อยู่บ้านเนี่ยนะ ถ้าร้ายขึ้นมาก็น่าดู แต่...ไม่เกินความสามารถค่ะ เราเอาอยู่ จะด้วยวิธีไหนเหรอ..แล้วจะเล่าให้ฟัง
คนที่สาม..แจ๊ค..ย่าง 2 ขวบตอนเราไปถึง คนนี้ลูกพ่อค่ะ อะไรๆ ก็แด๊ดดี๊ๆๆๆ จนคิดว่า จะพูดคำอื่นไม่เป็นซะแล้วเชียว เด็กชายวัยกำลังเรียนรู้ ดื้อ ซน บ้าพลัง ไฮเปอร์ จนบางครั้งเรานึกว่าเป็นเด็กสมาธิสั้นซะอีก เพราะเราอ่านหนังสือนิทานให้ฟังได้ ไม่เคยผ่านหน้าที่ 3-4 ก็ให้เปลี่ยนเล่มหรือวิ่งไปทำอย่างอื่นซะแล้ว ติดแลมมี่(ผ้าห่มแกะ) เป็นที่สุด  ชอบเลียนแบบโดยเฉพาะเวลาเราทำความสะอาด ดูดฝุ่น ทำห้องน้ำ ห้องนอน ซักผ้า อย่าให้แจ๊คเห็นเชียว หนุ่มน้อยคนนี้ชอบช่วยเหลือค่ะ ช่วยทุกเรื่อง แล้วก็ช่วยได้จริงๆ นะ อย่างเวลาดูดฝุ่น เราก็ใช้เครื่องใหญ่ดูดไป ส่วนแจ๊คก็จะไปเอาของเด็กเล่นมาช่วยดูด 555 ใช้เวลา 3 เดือนด้วยกันกว่าจะเรียกเราได้ว่า มิ้ง เพราะตอนแรกๆ แจ๊คเรียกเราว่า มุก..แจ๊คเป็นเด็กที่ ถ้ารักใคร ก็จะตามคนนั้น อยุ่กับคนนั้นได้ มีดื้อบ้าง แต่ก็จะเชื่อฟัง และถ้าโดนคนที่รักดุ แจ๊คก็จะสลดทันทีอย่างเห็นได้ชัด ชอบไปกินดันกิ้นโดนัทเป็นชีวิตจิตใจ ลองบอกสิว่าจะพาไปกินดันกิ้นโดนัท แล้วจะเป็นเด็กดีตลอดวันเลยหล่ะ..
สุดท้าย ท้ายสุด น้องเล็กสุดของบ้าน เอวรี่ ทารกวัย 3 เดือนเศษ ณ วันที่เราไปถึง เด็กอะไรก็ไม่รู้ เลี้ยงง่ายที่สุด แต่ก็มีบ้างที่เขาจะร้องอย่างไร้สาเหตุ เรากับเอวรี่เพิ่งจะมาสนิทกันก็ตอนเพื่อนร่วมงานคนเก่าจบโครงการไปแล้ว พอถึงตอนนั้นหล่ะ เป็นช่วงที่เด็กวัยนี้(เกือบๆ ขวบ) กำลังติดคนเลยหล่ะ แรกๆ ยังเดินไม่ได้ ก็คลานตาม เกาะตาม เรียกร้องความสนใจเป็นค่ะ เป็นเด็กทานง่าย ได้ทุกอย่าง ไม่เรื่องมาก เล่นได้กับทุกคน หลังๆ มานี้ เอวรีชักเริ่มรู้เรื่อง เริ่มรู้จักมีความต้องการ และเรียกร้อง ถ้าอุ้มแจ๊ค เอวรี่ก็จะมายืนเกาะ เดินตามไปด้วย จนกว่าจะได้รับความยุติธรรม พี่ๆ นั่งเล่นอะไรก็ตามอยู่บนโต๊ะ เอวรี่ ก็จะมายืนเกาะที่ขาเรา แล้วก็ตะเกียกตะกายจนได้รับการอุ้มขึ้นมานั่งอย่างทัดเทียมกับพี่ๆ หรือแม้แต่พี่ๆ 3 คน กำลังช่วยเราสร้างความวุ่นวายทำเค้ก เอวรี่ก็มีความตั้งใจอยากจะช่วยด้วยอีกแรก มายืนเกาะวนเวียนอยู่อย่างนั้นหล่ะ ไม่ไปไหน ถ้าไม่สนใจ หรือไม่ได้ดั่งใจ เอวรี่จะทำตัวล้มลงไปนอนคว่ำตีขาไปมาอยุ่อย่างนั้น จนกว่าจะมีใครมาสนใจ แถมแอบมองด้วยว่า กำลังจะมีใครมาสนใจรึยัง ไม่ชอบให้ใครพูดเสียงดังใส่ แม้จะไม่ได้ดุก็ตาม แค่พูดเสียงดังเตือน เอวรี่ก็จะก้มหน้าบีบน้ำตาเรียกร้องความรู้สึกผิดจากต้นเสียงนั้นทันที ก้าวแรกที่เอวรี่ของทุกคนเดินได้ ทั้งหมด 14 ก้าว ตอนเดือนกุมภาพันธ์ 2007 เดินจากเราไปหาเพื่อนอีกคน คำแรกที่พูดได้ “โอ๊ะ โอ” เพราะวันนั้น พี่ๆ 3 คน และพี่เลี้ยง อีก 2 พูดกันแต่คำนี้ คำนี้จึงเป็นคำแรกของเอวรี่

 

ธัญญ่า : ภาระกิจประจำวันของออแพร์มิงค์มีอะไรบ้างจ๊ะ

มิงค์ : เนื่องจากบ้านนี้ลูกมีสี่คน บ้านนี้ก็เลยมีออแพร์สองคน คือเรากับเพื่อนออแพร์ไทยอีกคนหนึ่ง ภารกิจออแพร์ของเรา(กับเพื่อนร่วมงาน)จะต้องทำดังต่อไปนี้..

8.00 เราลงมาก็ต้องไล่ดูตามห้องนอนเด็กก่อนว่า เด็กๆ ตื่นนอนกันครบรึยัง โดยเฉพาะ 2 คนเล็ก เพราะ 2 คนโตจะตื่นกันตั้งแต่เช้าตรู่ 6 โมงเช้า แต่หลังจากที่แจ๊ค คนที่ 3 สามารถเรียนรู้การเปิดประตูได้เองมันก็ตื่นเร็วขึ้น ส่วนตัวเล็กสุด เอวรี่ ต่อให้ตื่นแต่เช้าแค่ไหน ถ้าพ่อแม่เค้าเอาไม่ทัน เค้าก็จะปล่อยให้ตัวเล็กนั่งเล่นอยู่ในคริปต์จนเรามาเอาลงไปตอนเราเริ่มงานหน่ะแหล่ะ ส่วนใหญ่พอเข้ามาเช็คความเรียบร้อยในห้องนอนของเด็ก ก็จะต้องถอดเอาผ้าปูที่นอนเด็ก 2 คนเล็ก ไปซักเพราะเปียกไปด้วยฉี่(จริงๆ แล้ว ไม่ใช่ว่าเด็กมันฉี่ใส่ผ้าหรืออะไรหรอกนะ เพียงแต่ว่า ระหว่างคืน พ่อแม่เค้าไม่เคยตื่นขึ้นมาเปลี่ยนเพิร์สให้เด็ก มันก็เลยทำให้เพิร์สเต็มล้นจนถึงเช้า แล้วก็ต้องซักผ้าปูที่นอนกันแทบจะทุกวัน) บางที..ของ 2 คนโตก็สามารถเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้ ก็ต้องรื้อมาซักเช่นกัน..ฝันร้ายที่สุดของเรากับเพื่อนร่วมงานคือ เวลาไม่ถอดผ้าปูที่นอนไปซัก ไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ แต่พอหลังจากเปลี่ยนผ้าใหม่ทั้ง 4 คนทีไร มันมักจะเกิดสถานการณ์นี้ขึ้นประจำ

8.10 ก็ลงมาข้างล่าง พร้อมเจ้าตัวเล็ก..ก่อนเอาลงมาข้างล่างก็ต้องเปลี่ยนเพิร์สให้เรียบร้อยนะ จากที่ล้นๆ ก็เปลี่ยนใหม่ซะ แต่อย่าเพิ่งเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะต้องลงมาทานอาหารเช้า เดี๋ยวจะเลอะเทอะต้องเปลี่ยนซ้ำ จะได้เปลี่ยนทีเดียว ลงมาข้างล่าง..ถ้าพ่อเด็กทำอาหารเช้าให้กินกันแล้ว เราก็ทำให้ตัวเล็กกิน และก็เตรียมอาหารกลางวันให้คนโตไปกินที่โรงเรียน(อาหารกลางวันรวมไปถึงน้ำ ขนมกินเล่น และผลไม้หรืออะไรก็ได้ที่ให้กินหลังทานข้าวด้วย) แล้วก็เอาไปใส่ในเป้ให้เรียบร้อย เตรียมถุงมือ หมวก เสื้อโค้ชให้เรียบร้อย(แล้วก็ต้องบอกด้วยว่า เอาอุปกรณ์กันหนาวกลับบ้านมาให้ครบ)

ถ้า..ลงมาเค้ายังไม่ได้ทำอาหารเช้าให้เด็กๆ ทาน ก็ทำซะ โดยทำตามเมนูที่มีแปะไว้ในครัว(กันเด็กเรื่องมาก ก็บอกได้ว่า ฉันทำตามเมนู) หรือถ้าเด็กดีน่ารักเป็นพิเศษ ขออยากทานอะไรเพิ่มเติมก็แล้วแต่ดุลพินิจของเรา แต่ตัวเล็กต้องเพิ่มผลไม้ทุกเช้า เพราะท้องผูกง่ายกว่าชาวบ้านเค้า ระหว่างนี้ พ่อเค้าก็จะขึ้นไปอาบน้ำ(แร่แช่น้ำนม..คือ อาบน้ำเกินกว่าที่ผู้ชายเค้าอาบกัน) แล้วก็จะลงมาใกล้ๆ เวลาไปส่งคนโตที่โรงเรียน ประมาณ 9.00 แต่ช่วง 8.50 เราก็ต้องเรียกจัสตินมาใส่รองเท้าเตรียมตัวสะพายเป้ให้เรียบร้อยก่อน พ่อลงมาจะได้ไม่โดนดุ แต่บางที..ไอ้บางทีเนี่ย น่ากวนที่สุด..พ่อ พอเห็นเราลงมาอยู่กับเด็ก แล้วก็จะขึ้นไปหลับ แล้วไม่บอกไม่กล่าวอะไร ต้องให้เราเดาเอาเองว่า นี่..เราต้องไปส่งจัสตินตอนเช้าใช่มั้ยเนี่ย เพราะถ้าเข้าไปในห้องแล้วหายเงียบขนาดนั้น เราก็เตรียมตัวเรียกเพื่อนร่วมงานให้ลงมาก่อนได้เลย แล้วเราก็ต้องรีบเอาคนโตไปส่งแทน

9.00 เพื่อนร่วมงาน ลงมาทำงานด้วย..แต่ก่อนที่เค้าจะลงมาข้างล่าง เค้าจะเข้าไปเช็คในห้องนอนเด็กซ้ำสองเพื่อความแน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อย ถ้าเราจัดที่นอนเด็ก หรือเก็บไรไม่ทัน เพราะข้างล่างไม่มีใครอยู่กับเด็ก เค้าก็จะทำการจัดการซะ เช่น เก็บที่นอน เอาผ้าในตะกร้าไปซัก แล้วก็ลงมาข้างล่าง..ถ้าเวลานี้เป็นวันศุกร์..พอเค้าลงมา เราก็หยิบอุปกรณ์ดูดฝุ่นขึ้นไปดูดฝุ่นทั้ง 3 ห้องนอนของเด็ก(เรากับเพื่อนจะทำสลับกันทุกสัปดาห์) บางทีเพื่อนร่วมงานก็จะเอาเด็กขึ้นมาปล่อยสักคน คือ แจ๊ค เพื่อที่จะมาป่วนเราให้เสร็จเร็วขึ้น..รึเปล่าไม่รู้..อิอิ หรือบางทีเค้าก็จะพาเด็ก 3 คนที่เหลือขึ้นชั้น 3 ไปเล่น(เหตุที่ต้องขึ้นไปเล่นชั้น 3 เนื่องจากว่า เป็นพื้นที่จำกัด สามารถดูเด็กได้ทั่วถึง)

หรือไม่ 9.00 เราก็เอาเด็ก 3 คน ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเอง แล้วเพื่อนก็เก็บโต๊ะอาหารเช้าไป

10.00 เตรียมตัวดูตารางว่าข้างนอก อย่างเช่นห้องสมุดมีตารางกิจกรรมอะไรตามวัยเด็ก ที่น่าสนใจบ้าง แล้วก็เอาเด็กออกไป หรือบางทีก็ไปเพลเดตกับบ้านนู้นนี้นั้น สนามเด็กเล่นกลางแจ้ง พิพิธภัณฑ์เด็ก หรือว่าสนามเด็กเล่นในร่มตามห้าง(ถ้าเป็นอันนี้ก็จะหาอาหารเที่ยงทานข้างนอก) หรือบางทีก็เล่นที่บ้านตัวเองนี่แหล่ะ มีอะไรให้เล่นเพียบ หรือบางทีก็ขับรถไปหาเพื่อนร่วมงานคนเก่า ไปเล่นบ้านเค้าทานอาหารกับเค้า แล้วก็กลับมาก่อนเวลานอนตอนบ่ายเด็ก

อย่างไรก็แล้วแต่..10.00 เป็นเวลานอนตอนเช้าของตัวเล็ก ถ้าไม่ออกข้างนอก ก็ต้องเอาเค้านอน กิจกรรมต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเอาเด็กไปหมดทุกคน เราสามารถแยกกันดูแลได้ สามารถออกแบบกิจกรรมใหม่ๆ ให้เด็กเองได้ว่าจะทำนั่น นี่ จะไปไหน วันดีคืนดี ก็ให้พ่อดู 2 คนเล็ก แล้วเรากับเพื่อนร่วมงานก็เอา 2 คนโต นั่งรถไฟเข้าบอสตันมาเที่ยวกัน ส่วนใหญ่ถ้าเป็นวันศุกร์ เราก็จะขับรถพาเด็กไปเที่ยวห้าง ไปเล่นไปเจอเพื่อนๆ ในวัยของเค้าที่บริเวณเล่นเด็ก แล้วก็ทานแม๊คโดนัลต่อ แล้วก็กลับมาเล่น หรือกลับบ้านก็ว่ากันไป แต่ถ้า..วันไหนที่ จัสติน หยุดด้วย เราก็จะวางแผนออกมาดูหนังกันเรียกได้ว่า เช้าจรดบ่าย กิจกรรมนอกบ้าน พอบอกว่าจะไปดูหนังเนี่ย เป็นอะไรที่เด็ก 3 คนที่รู้เรื่องแล้วจะมีความสุขมาก จากที่เกเร ทะเลาะกันอยู่ ก็จะเป็นเด็กดีขึ้นมาทันที เพราะกลัวไม่ได้ดูหนัง

11.15 ถ้าไม่ได้ออกไปไหน เราก็จะเตรียมทำอาหารเที่ยงให้เด็ก 3 คน และของเรากับเพื่อน แต่สำหรับเพื่อนบางครั้งเค้าก็ต้องทำเอง เพราะแค่ของเด็ก ก็กินเวลานานแล้ว กว่าจะได้ทำของตัวเอง ก็เหนื่อยแล้วอ่ะ..นะ

กลับมาตอนบ่าย..ก็ต้องเอา 2 คนเล็กนอน แล้วหลังจากนั้น เรากับเพื่อนก็เก็บผ้าที่ซักเสร็จแล้วกัน แต่ถ้าวันไหน เอลเลอรี่ ต้องไปเรียนด้วย ก็ต้องไปส่งตอน 12.20 แล้วก็ไปรับ ตอน 3.00 หลังจากนั้น ก็เลยไปรับจัสตินต่อตอน 3.10 แล้วอาจจะเลยพาไปห้องสมุด ไปซื้อดังกิ้นโดนัทมากิน แล้วก็กลับบ้านตอนเย็นๆ แต่ถ้าวันไหน ที่มีเรียนพิเศษกันก็ต้องกลับบ้านเร็วๆ เพื่อมาเตรียมตัวออกไปเรียนพิเศษอีก วันไหนที่ 2 คนโต ไปโรงเรียน เรากับเพื่อนจะรู้สึกโล่งสบายใจกันอย่างแรง จะได้ทำอะไรกันได้สะดวกเวลาที่ 2 คนเล็กหลับ

4.30 เพื่อนร่วมงานเตรียมทำอาหารเย็น
5.00 เวลาอาหารเย็นของเด็กๆ เราก็เตรียมเคลียร์นู่น นี่ นั่นเรื่อยเปื่อย แล้วก็เตรียมตัวเลิกงาน เวลา 5.00 ส่วนเพื่อนร่วมงานเลิก
6.00 ตอนก่อนเพื่อนร่วมงานเลิกงาน พอเด็กเค้าทานอาหารเย็นเสร็จ พ่อเค้าจะเรียกไปอาบน้ำ แต่คนเล็กจะตกเป็นหน้าที่ของเพื่อนไปโดยปริยาย หลังๆ มานี้ ก่อนเรากลับ พ่อก็คงจะขี้เกียจมากขึ้นมีการขอให้เพื่อนเราอาบน้ำเด็กเพิ่มอีกคน..ซะงั้น แต่ถ้าวันไหนเราอารมณ์ดี ไม่เหนื่อยมากไป สภาพจิตใจพร้อม เราก็จะลงมาอยู่เป็นเพื่อนเพื่อน แล้วก็พอเด็กทานอาหารเสร็จ ก็จะเรียกเด็กขึ้นไปอาบน้ำให้เอง โฮสต์กลับมาเจอบางทีก็อึ้งๆ แบบยิ้มหน่อยๆ (ประมาณว่า เฮ้อ..สบายไปเรา) แต่ก็ไม่บ่อยนักที่จะทำให้ ขึ้นอยู่ที่สภาพร่างกายและจิตใจเป็นหลัก

จิปาถะ..ยิบย่อย ที่มีการแอบแฝงปนเปื้อนมาในคำว่า "หน้าที่ความรับผิดชอบ" กวาดเศษอาหารในครัวและใต้โต๊ะ หลังจากทำอาหารของเราหรือให้เด็กทานก็ตาม เอาจานชามโหลดเข้าเครื่อง ล้าง เก็บ เช็ดเตาแก๊สเวลาทำสกปรกเอง เก็บของเล่นเด็กในห้องเด็กในวันที่ต้องดูดฝุ่น(นอกเหนือจากนั้นไม่เก็บ เพราะถ้าเก็บตามหลังกันทุกวัน เป็นลมคาที่แน่..) แต่..ก็มีบ้างหลอกให้เด็กช่วยเก็บของเล่นก่อนดูดฝุ่น..โดยยย..บอกว่า ฉันกำลังจะขึ้นไปดูดฝุ่นห้องพวกยูแหล่ะ แล้วรู้ป่ะ(พร้อมโชว์เครื่องดูดฝุ่น) ว่าเครื่องนี้มันมีพลังมหาศาลในการดูดของที่ขวางหน้า เพราะฉะนั้น ถ้ายูอยากเล่น อยากเก็บอะไรไว้ก็ให้รีบขึ้นไปเก็บซะ มิฉะนั้น ยูจะไม่ได้เห็นของเล่นชิ้นนั้นตลอดไปปป...แล้วห้องนอนเด็กก็จะเรียบร้อยในพริบตาเดียว โดยที่เราไม่ต้องออกแรงเก็บเองให้เหนื่อย แค่ดูดฝุ่นอย่างเดียว จบ...  

เรื่องความสะอาดรถเหมือนกัน ถ้าเราพาเด็กๆ ออกกันไปข้างนอกแล้วให้ทานอะไรในรถ พอกลับมาถึงบ้าน เราก็จะบอกเด็กทุกคน ให้ทำความสะอาด พื้นที่ในความรับผิดชอบของตัวเอง (ยกเว้นตัวเล็กนะ มันยังไม่รู้เรื่อง)
ถ้าเด็กๆ ทำท่าอิดออดเมื่อไหร่ ก็แค่ทำหน้าตากวนๆ ใส่ พร้อมบอกว่า โอเค..ถ้าต่อไปนี้ ยูอยากออกไปนอกบ้านแบบไม่มีอะไรกิน หรือไม่อยากให้ซื้ออะไรให้กิน แล้วต้องยืนเฝ้าด้วยนะ ตรวจเช็คให้ดีว่าเด็กเก็บเรียบร้อยจริง แล้วก็อย่าให้ลืมผ้าพันคอ ถุงมือ หมวกไว้ในรถ แค่นี้ เราก็ไม่ต้องเหนื่อยเอง ถ้าของกินของเด็ก หรือส่วนรวมกำลังจะหมด ก็เขียนรายการแปะไว้ที่กระดานในครัวได้ หรือถ้านมหมดตอนเด็กอยู่กับเราแล้วต้องนอน เราก็ต้องออกไปซื้อ แล้วเอาบิลมาแปะไว้พร้อมเขียนชื่อให้เรียบร้อยว่าใครจ่ายไป

วันดีคืนดี ไอ้จิปาถะยิบย่อยมันก็จะเพิ่มขึ้นบ้าง..ถ้าโฮสต์พ่อขอ แต่บางทีเราก็ทำเฉยเมยกัน ยกตัวอย่างเช่น เค้าบอกเพื่อนเราว่า ให้ทำความสะอาดรถด้วย รถสกปรกมาก..แล้วเพื่อนก็มาบอกเรา เราก็บอกว่า ไม่ต้องทำ เพราะรถเด็ก ไม่ใช่ว่าเรากับเพื่อนใช้กันแค่สองคน เค้าเองก็ใช้ด้วย แล้วไอ้ที่สกปรกเป็นหลักก็เพราะเค้าไม่เคยบอกให้เด็กๆ เก็บของเวลาออกไปกับเค้าเอง เพราะฉะนั้นไม่ต้องทำ ดีนะ..โฮสต์ไม่ได้พูดกับเราโดยตรง เพราะเราก็คงจะกล้าตอบกลับตามนั้น พร้อมทั้งบอกด้วยว่า เราเองเวลาพาเด็กออกไปไหนกัน ก่อนลงจากรถเข้าบ้าน เราให้เด็กเก็บทุกครั้ง ฝึกเป็นนิสัย..

 

ธัญญ่า :  ฟังเรื่องการทำงานมายาวเลย หน้าที่ออแพร์กับบ้านนี้แค่ฟังก็ูรู้สึกว่าเหนื่อยแล้วค่ะ  แต่ก็ยังดีทีมีออแพร์อีกคนช่วยกันดูแล ถามตรง ๆ การทำงานกับออแพร์อีกคนนี้มีปัญหาอะไรกันบ้างไหม

มิ้ง:  ปัญหานี้มีสิค่ะ. ชีวิตเรามีรสชาดและสีสันครบถ้วนจ๊ะ การไปทำงานร่วมกันมันก็มีบ้างที่จะมีความเห็นไม่ตรงกัน เพราะต่างคนก็ต่างพื้นฐานที่มา เรื่องหลักๆ กับเพื่อนร่วมงาน ก็คงจะเป็นเรื่องทัศนคติ และอุปนิสัยส่วนตัว ที่มันทำให้เราเข้ากันไม่ค่อยได้ แต่ถ้าเรายอมๆ กันไป ปล่อยๆ ไปบ้าง มันก็จะไม่เกิดสถานการณ์อันเลวร้ายแน่นอน แต่ความอดทนของคนเรามันมีขีดจำกัดไงคะเพื่อนๆ จากที่เก็บไว้นาน ไม่เป็นไร เราทนได้ ไม่เป็นไรปล่อยมันไป เมื่อเก็บเป็นความรู้สึกแย่ๆ สะสมไว้กับความเงียบ นานๆ เข้า มันก็กลายเป็นฉนวนจุดระเบิด..ฉะนั้น เราขอแนะนำว่า หากเพื่อนคนไหนตัดสินใจไปอยู่ ทำงานร่วมกับเพื่อนอีกคนในเวลาเดียวกัน คุยในเรื่องของความคิดเห็น ลักษณะนิสัยส่วนตัว และการร่วมงานกันไปให้ดี ว่าส่วนไหนสามารถปรับเข้าหากันได้ หรือส่วนไหนขอให้เว้นช่องว่างไว้เป็นเรื่องส่วนตัว

แล้วความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นมันจะลดลงได้ในระดับนึง..มัวแต่เกริ่น อยากรู้แล้วใช่มั้ยหล่ะ ว่าเรื่องมันยังไงกัน..

เพื่อนร่วมงานคนแรกของเรา เค้าเป็นคนเอาแต่ใจหน่อยๆ จากพฤติกรรมเราคาดเดาเอาเองว่า ถ้าเค้าอยากได้อะไร ก็ต้องได้ ทุกคนจะต้องยอมเค้า เค้าเป็นคนชอบเที่ยว ชอบช้อปปิ้ง พูดจาไม่เกรงใจใคร..เรื่องที่เราเจอกับเค้าเหรอ เริ่มแรกเลยนะ ไปได้ไม่ถึงเดือน โฮสต์พ่อเรียกเราลงมาเอามือถือ เค้าก็ลงมาดูด้วย โฮสต์ให้เราเลือกว่าจะเอาอันไหน ระหว่างโนเกียรุ่นแรกๆ ที่เป็นหน้าจอสี กับโมโตฯ รุ่นกลมๆ มนๆ เปิดได้เหมือนโน๊ตบุ๊คส์ เราก็เลือกอันหลังสิ หน้าตาน่ารักดี ซึ่งอันนั้น เพื่อนเราเคยบอกว่า อยากได้ แต่ไม่กล้าขอโฮสต์ พอเค้าเห็นเราได้อันนั้น เค้าก็เดินเข้าไปพูดกับโฮสต์เลยว่า เค้าอยากได้อันนี้ โฮสต์พ่อก็ได้แต่หัวเราะเบาๆ ไม่ตอบอะไร เพื่อนเราก็พูดซ้ำอีก โฮสต์มัมก็เลยเอ่ยปากตอบว่า ก็ยูได้ไปแล้ว ยูเป็นคนเลือกไปเองตอนนั้น มาตอนนี้ มันเป็นคราวของมิ้งที่เค้าจะต้องได้เลือกว่าอยากได้อันไหน แล้วเค้าก็เลือกแล้วด้วย..เป็นอันจบการสนทนา โดยโฮสต์มัมเป็นคนปิดบทสนทนาอันนี้เอง แล้วเพื่อนเค้าก็หันมาพูดกับเราเป็นภาษาไทยว่า ขึ้นไปบนห้องเอามาแลกกันเลย เค้าเล็งอันนี้ไว้ตั้งนานแล้ว เค้าจะเอาอันนี้ เราก็บอกแต่ว่า ไม่แลก หรือถ้าอยากแลก ก็นึกถึงหน้าตัวเองเอาไว้แล้วกัน ว่าโฮสต์เค้าจะคิดว่าเธอเป็นคนยังไง ขอบอก ว่าพอขึ้นไปบนห้อง พอเราหลับ เค้าก็หยิบของเราไปใช้โทรด้วย นี่เรื่องนึง

         

เรื่องต่อมา..เค้าชอบลุกขึ้นมาโทรศัพท์หาที่ครอบครัวที่เมืองไทยตอนดึกๆ แล้วก็พูดดังจนเรานอนไม่หลับ จนคืนนึงเราทนไม่ไหว ถึงขั้นลุกขึ้นมาเปิดประตูห้องน้ำ แล้วก็บอกเค้าว่า คุยเบาๆ หน่อย หรือถ้าคุยเบาไม่ได้ ก็ให้ขึ้นไปคุยชั้นสามนู่น เราจะนอน

         

อีกเรื่อง..เค้าจะไม่เอาแจ๊คเลย เค้าจะเลี้ยงแต่เอวรี่..นึกดูละกัน ว่าสบายขนาดไหน เพราะตอนนั้น เอวรี่ยังไม่กี่เดือนเอง พอเราหยิบจับอะไร เป็นต้องมาแย่งกระชากออกจากมือว่า ไม่ต้อง เราทำเอง เราเหรอ..ถึงจะรับไม่ได้ตั้งแต่ต้น แต่เราก็ถือว่า สักพักผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้น มันจะส่งตรงหาเค้าเอง แล้วก็เป็นอย่างที่คิด..คือ เวลาอยู่กันครบๆ ทั้งบ้าน เค้าเข้าไปเล่นกับแจ๊คๆ ไม่เล่นด้วย พร้อมพฤติกรรมแปลกๆ จนเพื่อนกลุ้มใจว่า โฮสต์จะหาว่าเค้าไปทำอะไรเด็กรึเปล่า ทำไมเด็กถึงไม่ยอมเล่นด้วย แถมเด็กยังไล่แถมมาอีกด้วยเป็นบางครั้ง

         

อีกหนึ่งที่เป็นต้นเหตุให้เกิดการเปรียบเทียบในเวลาต่อมา..เพื่อนขอร้องให้เราขับรถไปส่งเค้าที่สถานีรถไฟในวันฝนตก ในขณะที่เราเพิ่งไปถึงที่นั่นได้ไม่ถึงเดือน พอลงไปบอกโฮสต์ โฮสต์ก็ถามว่ามันเหมาะสมแล้วเหรอ ที่ยูจะให้เพื่อนที่ยังไม่ค่อยจะชินทาง ขับรถไปส่งยูในวันฝนตก ไม่ได้เป็นอันขาด นี่คือ คำตอบโฮสต์ แล้วโฮสต์ก็ขับไปส่งเอง

 

ที่หนักที่สุด..เราไม่ชอบคนเล่นแรง แบบถึงเนื้อถึงตัว แล้วมันก็เกิดขึ้น หลังจากนั้น เราไม่พูดด้วย ไม่มองหน้าเลย แต่พอถึงเวลาก็ทำงานร่วมกันได้ จนเพื่อนร่วมงานสงสัยก็ถามไถ่ว่าเค้าทำอะไรผิดไป งั้นเค้าขอโทษ แต่อย่างที่บอกว่า ถ้ามันถึงขีดสุด เราก็จะไม่ทน..เราถึงขั้นไปบอกโฮสต์ว่า เราไม่ไหวแล้วนะ เราขอกลับบ้านสักพักแล้วกัน สัก 2-3 อาทิตย์ พูดไปร้องไห้ไป บอกว่าแล้วจะกลับมาใหม่..โฮสต์ก็อึ้งเลยค่ะ บอกว่า มันหนักขนาดนั้นเลยเหรอ จนโฮสต์ถึงขั้นจะแยกห้องนอนให้เลย แถมเค้าก็ขอโทษด้วยที่ไม่ได้เล็งเห็นความสำคัญในการให้ความเป็นส่วนตัวเรื่องห้องนอน
มาตั้งแต่แรก เค้าบอกว่า ถ้าเค้าแยกห้องนอนมาให้ตั้งแต่แรก เรื่องเหล่านี้คงจะไม่เกิดขึ้น จนแล้วจนรอด เราก็ไม่ได้กลับบ้านหรอกนะ เพราะพอเวลามันผ่านไป เราก็คิดแต่เพียงว่า เดี๋ยวก่อน ยังไม่ถึงเวลาที่เราต้องกลับบ้าน เพราะสิ่งที่เราเจอและตอบกลับไป ยังไม่ใช่นิสัยเรา หลังจากนี้ ใครที่ทำกับเราอย่างนี้ เค้าก็ควรที่จะได้เจอนิสัยแรงๆ ของเราบ้างเป็นไง..แล้วเราก็ผ่านมันมาได้

         

อีกหลายๆ เรื่องยิบย่อย ที่ถ้าเราเล่าให้ฟังหมดตรงนี้ มันอาจจะกลายเป็นเรื่องน้ำเน่าได้ในพริบตาเดียว เราอาจจะดูดีในสายตาคนอื่น น่าสงสาร เพื่อนอาจจะกลายเป็นนางร้ายไปทันที แต่ทุกเรื่องคือ เรื่องจริงในอดีตที่เราขอหยิบยกเอามาเป็นตัวอย่างให้เพื่อนๆ ได้เป็นแง่คิดมากกว่าความสนุกสนานแล้วกันนะ จะได้เป็นอีกแง่คิดของการทำงานรวมกับออแพร์อีกคนว่าเป็นอย่างไร  ไม่อยากจะเล่าหรือพูดไปมากกว่านี้ เดี๋ยวคนคนนั้นจะไม่ได้รับความยุติธรรม..เพราะเราเป็นฝ่ายพูดเองคนเดียว ที่เราเจอกับเพื่อนร่วมงานคนแรก ณ วันนั้น เราทนบ้าง ไม่ทนบ้าง รับได้บ้าง รับไม่ได้บ้างก็สวนกลับ มาถึงวันนี้ เราเองก็อยากขอบคุณเพื่อนคนนั้น ที่อย่างน้อย ก็ฝึกอะไรหลายๆ อย่างให้กับตัวเรา

 

ธัญญ่า: ว๊าวฟังแล้วนี้ ได้อีกมุมมองเลยนะนี้ บางคนคิดว่าการไปทำงานทีมีออแพร์อีกคนอยุ๋ด้วย เหมือนได้เพื่อนอีกคน แต่จริงๆ แล้วถ้าคนเรามีความคิดหรือบุคลิกต่างๆ กันมากๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องลำบากใจได้นะนี้ เอาละนอกจากปัญหากับเพื่อนรวมงานแล้ว มีปัญหาอย่างอื่นอีกไหมค่ะ

มิ้ง: ่ต่อไปนี้ คือเรื่องที่เกียวกับเราและโฮสต์

ไปเซ้าท์แคโรไลน่ากันทั้งบ้าน ช่วงหน้าร้อน หรือช่วงที่เด็กๆ ปิดเทอมกัน ก่อนเปิดปีการศึกษาใหม่ ขากลับมารอขึ้นเครื่องกันที่สนามบินกับโฮสต์มัม เด็ก 4 คน เราและเพื่อน เวลาขึ้นเครื่องก็คือเวลาใกล้อาหารเย็นของพวกเรา ปรากฏว่าเครื่องเสียเวลานิดหน่อย เด็กๆ ก็กวนๆ และก็กวน เนื่องจากว่า ท้องมันร้อง คุณโฮสต์มัมก็พาเด็กๆ ทั้ง 3 คนไปหาอะไรทาน โดยที่ไม่แม้แต่จะถามเรากับเพื่อน หรือหันมามองเจ้าตัวเล็กเลยว่าจะเอาอะไรมั้ย พร้อมทิ้งสัมภาระบานเบอะให้เรากับเพื่อนไว้ดูต่างหน้า..อึ้งค่ะ..เรากับเพื่อนก็หันมองกัน พร้อมกับความผิดหวังแกมยั้วหน่อยๆ ประมาณว่า เราก็หิวเป็นอ่ะนะคะ..พอโฮสต์และเด็กๆ กลับมาหลังจากอิ่มหนำสำราญ เรากับเพื่อนก็ลุกขึ้นพร้อมกับหิ้วตะกร้าเอวรี่มุ่งหน้าไปหาไรกินโดยไม่หันกลับมามองด้วยความยั้วและหิว..กลับมาอีกทีก็เตรียมตัวขึ้นเครื่อง

 

มาถึงเรื่องเปลี่ยนห้องนอน..กลับมาจากพักร้อน ก็มีประเด็นร้อนฉ่าขึ้นมาทันทีว่า จะให้เราย้ายขึ้นไปอยู่ชั้น 3 จะให้โฮสต์แด๊ดทำห้องนอนแยกให้ แล้วก็จัดสัดส่วนให้ใหม่..เอาแล้วเรา อยู่ข้างล่างสบายๆ มีทุกอย่างพร้อมในห้องมาเป็นเวลาเกือบ 8 เดือน เป็นต้องย้ายขึ้นไปที่ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นที่เล่นของเด็ก แล้วมันจะหาความเป็นส่วนตัวได้ไงเนี่ย งานนี้ ถึงขั้นน้ำตาตก คิดริอ่านวางแผนกับเพื่อนร่วมงาน กะใช้ช่วงเวลาที่เพื่อนร่วมงานขนของออกไปอยู่ข้างนอกกับแฟนตอนจบโครงการขนของตัวเองออกไปด้วย ไม่อยู่แล้ว รับไม่ได้ จะบินกลับบ้านแล้ว..จากนั้นก็โทรคุยเล่าให้พ่อ แม่ฟัง..ในตอนแรกพ่อแม่ก็บอกว่า ถ้าไม่ไหวอยากกลับก็กลับ เดี๋ยวจะส่งตั๋วไปให้ จะเอาเลยมั้ย..สะดุ้งสิคะ ก็สำหรับตัวเองก็คิดว่า ยังไม่ถึงเวลาที่จะกลับ แล้วทำไมเราต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วย ถ้ากลับก็เสียดายตั๋วฟรีขากลับแย่เลย เลยบอกพ่อบอกแม่ว่า เอาไว้ก่อนแล้วกัน พ่อเราก็เลยแนะนำว่า..เอางี้..ในเมื่อเราเคยบอกเค้าไปแล้วว่า อยากจะอยู่ห้องเดิม แต่เค้าไม่สน เราก็ยื่นข้อเสนอไปบ้างสิ ว่าเราต้องการอะไร บอกกันไปเลยตรงๆ แล้วเราก็เเชิญโฮสต์มัมขึ้นไปคุยที่ชั้น 3 ว่า ให้ช่วยอธิบายห้องนอนในอนาคตของเราหน่อยได้มั้ยว่ามันจะออกมาเป็นแบบไหน จากนั้น เราก็ลงมือขอนู่นนี่นั่น สิ่งที่เราคิดว่า จำเป็นต้องได้ ต้องมี และต้องใช้ ปรากฏว่าได้หมดตามที่ขอ..เวรกรรม แผนหนีตามเพื่อนเป็นอันต้องยกเลิก เนื่องจากว่า ได้ตามที่ขอ แถมยังได้มากกว่าที่ขออีกต่างหาก..เค้าถึงบอกไงว่า มีไรต้องพูดคุยกัน อย่าเงียบตามแบบฉบับของคนไทย เพราะยิ่งเงียบ ความเครียดยิ่งเกิด ระเบิดลูกใหญ่ก็ตามมาไม่ไกลอีกต่างหาก..

 

เหมือนทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี เพราะใกล้จะถึงเวลาครบปี จบโครงการภายในอีกไม่กี่เดือน มีอยู่วันนึง ตารางหลังเลิกเรียนของเจ้าสองคนโตจะต้องไปเรียนคาราเต้ แต่เมื่อไปถึง ูเจอประกาศติดไว้หน้าประตูว่า คลาสคาราเต้ยกเลิกกระทันหัน เนื่องจาก...ว่าด้วยเหตุผลอันยาวเหยียด สรุป วันนั้นไม่เรียน เราก็เลยกลับบ้าน มารับเอลเลอรี่ ไปห้องสมุดกับจัสติน พอห้าโมงกว่า ก็ได้เวลากลับบ้าน กำลังจะถอยรถออกจากที่จอดรถที่ห้องสมุด รถกระบะคันใหญ่ของใครเนี่ย มาจอดดักข้างหลัง เหลียวไปมองทางกระจกข้างก็เห็นว่า เป็นโฮสต์แด๊ดแสนจะเรื่องเยอะของเรานี่เอง..เค้าก็ลงมาถามว่า จำไม่ได้รึไงว่าวันนี้เด็กๆ มีเรียนคาราเต้กัน ทำไมถึงพามาที่นี่ เราก็บอกว่า เราบอกเพื่อนอีกคนไปแล้ว ว่าวันนี้เค้ายกเลิก เหตุฉุกเฉินนิดหน่อย เค้าก็บอกว่า เค้าไม่เห็นได้รับแจ้งเลย เป็นไปไม่ได้ เราก็เลยตอบกลับว่า ก็มันฉุกเฉินอ่ะ เค้าประกาศไว้อย่างนั้น..ถ้าไม่เชื่อก็เอาเด็กไปส่งที่เรียนเองแล้วกัน แล้วกลับมาบอกไอด้วยว่า ตกลงเรียนหรือไม่เรียน แล้วเค้าก็เอาจัสตินไป ส่วนเอลเลอรี่ก็กลับมาพร้อมเรา กลับมามันเลยเวลาเลิกงานเราไปแล้ว แต่..ยังค่ะ เรายังไม่ขึ้นห้อง ขอรอฟังผลก่อนว่า ตกลงว่าไง ไม่เกิน 10 นาที ก็ได้ยินเสียงรถเข้ามาจอด แล้วก็เสียงเดินตึกๆ เข้ามาในโรงรถ เฮ้อ...งานนี้ หมู่รึจ่าฟะ..เสียวว่าจะอ่านข้อความแล้วตีความหมายผิด งานนี้ ตัวหลีบเท่าแผ่นกระตาษแต่ก็ยืนทำใจสู้อยู่ตรงประตู เพราะอยากรู้ว่าตกลงว่าไง..เสียงเปิดประตูเข้ามาทำหน้าตารู้สึกผิดหน่อยๆ พร้อมกับคำขอโทษที่ตะคอกใส่เราที่ลานจอดรถที่ห้องสมุด เราก็บอกว่า ไม่เป็นไร แต่ทีหลัง ก็คุยกันดีๆ และขอให้เชื่อกันบ้างเวลาบอกอะไรไป..ไม่ใช่เอ่ะเอ่ะไรก็ ตะคอกก่อน บ่นก่อน..แล้วเราก็เดินจากไป พร้อมกับแอบสะใจเล็กๆ ว่า..วันนี้ เป็นวันของเราแล้ว ฮาๆๆๆ ปล่อยให้เพื่อนร่วมงานยืนอึ้งกับการปะทะคารมระหว่างเรากับโฮสต์แด๊ดอยู่ในครัว..

 

จริงๆ ก็ไม่มีอะไรรุนแรงไปมากกว่านี้หรอก เพราะลึกๆ เรามั่นใจว่าโฮสต์แด๊ดเป็นคนที่ค่อนข้างไว้ใจในพฤติกรรมของเรามากพอควร แต่มันก็มีหลุดมาบ้าง ด้วยที่บุคลิกของเค้าเป็นคนละเอียด รอบคอบ จนเหมือนจู้จี้จุกจิกในบางเวลา แต่สำหรับเรา เราโอเค เพราะคนเป็นพ่อแม่คน มันต้องเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว เรารับได้ เป็นเราเราก็คงเป็นแบบนี้ หรืออาจมากกว่าด้วยซ้ำ..

 

ธัญญ่า: ผ่านเรื่องแย่ๆ มาแล้วอยากรู้เรื่องที่ประทับใจบ้างค่ะมิงค์

มิ้ง: แน่นอนอยู่แล้ว..คนเราจะให้มีแต่เรื่องแย่ๆ ได้ไง มันก็ต้องสลับกับเรื่องดีๆ บ้างสินะ..เราเอง เรื่องดีๆ มีมากกว่าเรื่องแย่ๆ นะ มีมากพอจนสามารถหักลบกลบหนี้กันแล้ว ก็ทำให้เราสามารถยังเห็นข้อดีของบ้านนี้ได้อยู่เสมอหล่ะ..เป็นต้นว่า พอโฮสต์แด๊ดเห็นว่า เราชอบซื้อนมข้นหวานมาชงกินกับโกโก้ เค้าก็จะไปหามาให้เอง เค้าเห็นเราชอบทำเมนูสารพัดไข่ ก็ซื้อไข่เพิ่มมาเป็นแพ๊ค ข้าวจากที่เคยซื้อกระสอบเล็กๆ กินไม่กี่อาทิตย์หมด ก็ซื้อกระสอบโตกินนานเป็นเดือน แถมยังอุตส่าห์หาข้าวมะลิจากไทยอีกต่างหาก ไม่ว่าอะไรก็ตาม ถ้าหากว่า ออแพร์อย่างเราสามารถทานได้ และถึงขั้นชอบทาน เค้าจะซื้อมาเพิ่มขึ้นเท่าตัวโดยที่ไม่เคยเสียดายเลยแม้แต่น้อย หรือแม้แต่เวลาเราบอกว่า จะมีเพื่อนมาเที่ยวและอยู่ด้วยประมาณ 2 อาทิตย์ เค้าก็บอกว่า ต้องเลี้ยงดูต้อนรับเค้าให้ดีนะ เวลาเราไปเที่ยวบ้านเค้า เค้าจะได้ดูแลยูเป็นอย่างดี โฮสต์เราไม่เคยคิดเสียดายเรื่องค่าน้ำหรือค่าไฟเวลามีเพื่อนมาอยู่ด้วยแม้แต่น้อย

ันดีคืนดี เวลาโฮสต์มัมบินไปทำงานต่างรัฐ ก็มีโปสการ์ดมาถึงสมาชิกทุกคนที่บ้านให้หายคิดถึงกันด้วย..น่ารักมั้ยหล่ะ

โฮสต์ของเพื่อนๆ ส่วนใหญ่ คงจะใช้บริการเนตเฟลคเช่าหนังมาดูแล้วก็ส่งต่อ ที่นี่ก็ใช้บริการนั้นเหมือนกัน พอเค้าดูเสร็จ เค้าก็จะบอกว่า ให้เราเอาไปดูต่อ หรือถ้าอยากดูหนังอะไรให้บอก มาหยิบเอาได้เลยในตู้ข้างทีวี

หรือเวลาที่เราจะไปขึ้นเครื่องไปเที่ยว..ตอนนั้นเพื่อนใหม่เพิ่งมา ครั้นจะขอให้เค้าขับรถไปส่ง เดี๋ยวมันจะซ้ำรอยเดิม โดนด่าโดยใช่เรื่อง เราก็เลยไปขอเพื่อนร่วมงานคนเก่าให้ช่วยขับรถไปรับส่งเรา เค้าก็ไม่ปฏิเสธ(อาจจะเนื่องมาจาก เค้าใช้เรามาเยอะก็เป็นได้ ฮาๆๆๆ) แต่โฮสต์แด๊ดก็บอกว่า ไม่เป็นไร ไม่ต้องไปกวนเค้า เดี๋ยวเค้าขับไปส่งเอง เห็นมั้ยหล่ะ..คืนนั้นก่อนไป เราก็ลงไปข้างล่าง ไปทำไรไม่รู้ แล้วคุณยาย ของเด็กๆ ก็ลงมาพร้อมกับการ์ดอวยพรขอให้สนุกกับแวเคชั่นที่จะถึง แถมเงินพิเศษให้มาอีกจำนวนนึงสำหรับไปเที่ยว รุ่งขึ้นพอถึงสนามบิน โฮสต์แด๊ดกำลังช่วยขนกระเป๋าลงให้ พอเสร็จ เค้าก็บอกว่า รอก่อน แล้วก็ไปหยิบเงินพิเศษมาให้เราอีกจำนวนนึง บอกว่า..ถือเป็นค่าที่เราสอนเรื่องระเบียบวินัยให้กับเด็กๆ เพราะ ค่าสอนสิ่งเหล่านี้ ที่นี่มันแพงมาก เทียบกับสิ่งที่ยูได้สอนพวกเค้า อย่าปฏิเสธที่จะรับมันไป..บ่อน้ำตายิ่งตื้นๆ อยู่ จะมาอะไรกันตอนนี้เนี่ย ทีอยู่บ้านนะ กัดกันเกือบแย่..

 

เคยมั้ย ไม่สบายเวลาเลี้ยงเด็ก..เราหน่ะ เป็นตอนช่วงหน้าหนาวเลย วัคซีนไข้หวัดที่ไปฉีดมาก็เอาไม่อยู่ แม้จะฉีดกันแล้วทั้งบ้านก็ตาม มันเป็นวัฏจักรของไข้หวัดเวลาหน้าหนาวมาถึง คนนี้หาย คนนั้นเป็นต่อ เป็นกันอยู่อย่างนั้นแหล่ะ ทั้งบ้านวนกันไปเวียนกันมา พอมาถึงเราเป็นอยู่หลายอาทิตย์ ช่วงเช้าๆ ไม่ค่อยแสดงอาการ จะแสดงอาการตอนบ่าย เดินแทบไม่ไหว หนักหัว เวลาเดินเหมือนหัวจะดิ่งลงพื้นท่าเดียว หนาวๆ ร้อนๆ ตลอด แม้กระนั้น เราก็ยังคงทำงาน เพราะนึกภาพไม่ออกว่า ถ้าเราหายไปสักคนบ้านมันจะวุ่นวายขนาดไหน โฮสต์มัมก็ไปทำงานจะกลับบ้านก็ส่วนใหญ่จะเป็นเย็นวันศุกร์ทีเดียว..โฮสต์แด๊ดก็ชอบออกไปเที่ยวเตร็ดเตร่นอกบ้าน เหมือนกับมีงานทำอ่ะ เพื่อนใหม่อีกคนเหรอ เอาเด็กไหวก็ตลกละ ลูกลิงตั้ง 4 คน..จนมีอยู่วันนึง เพื่อนอีกคนทำห้องนอนเด็ก เก็บเสื้อผ้าอยู่ข้างบน เราเก็บข้างล่าง เคลียร์ของกินของใช้ ทำไปซึดน้ำมูกไป กินน้ำอุ่นไป แล้วโฮสต์แด๊ดก็กลับมาจากข้างนอกพร้อมกับของกินของใช้เต็มลังไปหมด เราทำของเด็กเสร็จ ก็มาช่วยเค้าเก็บของเข้าตู้ใต้บันได เข้าตู้เย็น ตามสถานที่ที่มันควรจะอยู่ พอโฮสต์แด๊ดเข้ามาเห็น ก็บอกว่า จริงๆ แล้วยูน่าจะเอาเวลาว่างตอนๆ ไปนอนหลับบ้างนะ ไม่งั้นยูไม่หายหวัดแน่นอน เอาเป็นว่า ไปนอนกับแจ๊คก็ได้ แจ๊คตื่นก็ตื่นพร้อมแจ๊คก็ได้..ไงหล่ะ โฮสต์แด๊ดที่แสนจะจู้จี้จุกจิกขี้บ่นของเราในอีกมุมมองนึง..

 

ก่อนกลับเมืองไทยจบโครงการ. คุณยาย ก็ขับรถพาออกไปหาอะไรทานข้างนอก เช่นเดียวกับโฮสต์ที่หาเวลาว่างวันเสาร์อาทิตย์พาไปเช่นกัน ของที่ระลึกที่เค้าให้เราไว้ดูต่างหน้า แกรนด์มาให้การ์ดพร้อมเงินจำนวนนึง ส่วนโฮสต์ก็ให้หนังสือภาพเล่มใหญ่ๆ สองเล่มเกี่ยวกับ South Shore of Boston และNew England พร้อมคำเขียนว่า เอาไว้ให้ยูนึกถึงบ้านของเราที่นี่ เอาไว้ให้ยูเป็นไกด์ว่า กลับมาคราวต่อไป มีที่ไหนที่น่าเที่ยวบ้าง

 

ธัญญ่า: ในมุมมองของมิ้ง คิดว่าประเทศอเมริกาเหมือน หรือต่างกับบ้านเราอย่างไรบ้าง

มิ้ง อเมริกา ประเทศไทย ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการอยู่ การกิน การเรียน การเข้าสังคม ความคิด ทัศนคติ ทุกอย่างต่างหมด สำหรับการปรับตัวก็จะต้องเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะเราต้องเปิดใจ เรียนรู้ ยอมรับ ปรับเปลี่ยนกับสิ่งที่มันแตกต่างกัน เพื่อความอยู่รอด และความสุขที่มันจะตามมาเองโดยอัตโนมัติ..อย่างเช่น ก่อนเราไปเราก็จะต้องมีการศึกษาข้อมูลกันมาก่อนทุกคนอยู่แล้ว ว่าประเทศอเมริกาเค้าอยู่ กิน ทำงาน เรียน เที่ยว อุปนิสัยใจคอยังไง จากนั้นทุกคนก็จะต้องยอมรับ รับได้ รับน้อยก็ว่ากันอีกเรื่อง ที่นี้ เราก็จะรู้ได้ว่า เมื่อเรายอมรับ หรือไม่ยอมรับขนาดนี้ พอมาถึงตอนที่เราเลือกครอบครัว เราก็จะต้องเอาส่วนนี้มาประกอบการตัดสินใจว่า ครอบครัวนี้คือ ครอบครัวที่เราจะไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยได้อย่างมีความสุขมากน้อยแค่ไหน และเมื่อเดินทางไปถึง เราก็จะได้มีแนวทางดำเนินชีวิตของเราในระดับนึงก่อน เมื่ออยู่ด้วยกันไปแล้ว เราก็จะรู้ว่า อะไรที่เราควร หรือไม่ควรทำ เราก็จะต้องปรับกันในตอนนั้นอีกรอบนึง พอมาถึงตอนนี้แล้ว รับได้ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จกับความแตกต่าง เพราะเราสามารถปรับตัวเข้าหากันได้ดีกับครอบครัวที่เราไปอยู่ด้วย แต่ถ้า...รับไม่ได้ ก็อาจจะต้องหาวิธีแก้ไขกันไป หรือจะรีแมทช์ก็ว่ากันไปอีกที

 

ทีนี้ มาว่ากันด้วยเรื่องความแตกต่างกันที่เห็นได้ชัด เรื่องทั่วไปคือ
การขับรถ ก็คนละฝั่ง ระเบียบวินัยจราจร ก็คนละเรื่อง บ้านเค้าบางรัฐ  หรือรัฐแมสชาซูเซตที่เราอยู่ คนจะข้าม คนขับก็เตรียมจอดมาแต่ไกล หรือถ้าเค้าจะไปข้ามถนนในเมือง ก็จะต้องรอสัญญาณไฟให้ข้ามได้ ที่เป็นรูปคนตัวขาวๆ ก่อน ลองข้ามบ้านเราสิ เปิดไฟไล่ใส่ต่างหาก ยิ่งถ้าข้ามตอนไฟเขียว หรือใต้สะพานลอยนะ อย่าหวังว่าจะได้ข้ามเลย หรือแม้แต่ถ้าแยกไหนที่ไม่มีไฟแดง มีแค่ไฟกระพริบ ใครขับมาถึงก่อน ก็จะได้ไปก่อน หรือเราต้องให้คนที่อยู่ทางขวามือของเราไปก่อน เพื่อนๆ คงนึกภาพในเมืองไทยออกว่า ถ้าวันไหนสัญญาณไฟจราจรเกิดเสียขึ้นมา มันก็จะวุ่นวายกันน่าดู เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน แย่งกันไปตลอดเวลา

การเงินการธนาคาร สะดวก สบาย ได้รับความคุ้มครองด้านความปลอดภัยเป็นอย่างดี เพราะนอกจากเราจะใช้บัตรเดบิต บางคนก็จะมีบัตรเครดิต สมุดเช็คไว้ใช้กัน และที่สะดวกสบายอย่างเห็นได้ชัดคือ การสั่งซื้อของผ่านเว็บไซต์นี่แหล่ะ ตัวดีที่จะทำให้เราถูกโจรกรรมผ่านเว็บได้ง่าย เราเองก็โดนมา 2 ครั้ง ครั้งแรกที่โดนติดลบไปเกือบพันเหรียญ ยอมรับว่าครั้งนั้น กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ไม่รู้จะทำยังไง นึกว่าเราคงจะต้องเสียเงินอย่างแน่นอน แต่ผู้จัดการธนาคารก็จัดการให้เองเรียบร้อย ไปแจ้งความตำรวจให้ ใช้เครดิตของตัวเค้าเองในการเอาเงินประกันความเสียหายเข้าบัญชีให้ก่อนเวลา นั่น เป็นเพราะเค้ารู้และเข้าใจว่าเรา คือคนต่างบ้านต่างเมืองมา เจอเรื่องแบบนี้ก็ย่อมลำบาก สมควรที่จะได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พอครั้งที่สอง..เริ่มชิน เพราะรู้ว่าควรจะทำอย่างไร ทีนี้ก็เดินเรื่องเองเลย เรียบร้อย
อาหารการกิน บ้านนี้ที่เราไปอยู่ เค้าชอบซื้ออาหารแช่แข็งมาเก็บไว้ ก็ต้องทำใจยอมรับให้ได้ แต่สำหรับอาหารอย่างอื่นหรือผักสดแบบที่กินกันที่ไทย ก็ต้องไปสรรหามาเองตามซุปเปอร์มาเก็ตชาวเอเชีย แล้วก็ค่อยเอามาเบิกเงินทีหลัง
อาบน้ำ แลกๆ ไปอาบน้ำ 2 ครั้ง เช้า-เย็น อยู่ไปๆ ผิวแห้ง คัน ผื่นขึ้น ก็เลยถามโอสต์ เค้าแนะนำว่า ให้อาบวันละครั้งก็พอ ก็เลยต้องทำใจยอมรับ แล้วอาการผื่นคันก็ทะยอยหายไปเอง
การท่องเที่ยว ต้องคิดต้องวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน หากอยากจะไปเที่ยวต่างที่ต่างถิ่น เพราะประเทศอเมริกา เป็นอะไรที่เห็นได้ชัด ในการนำเอาฤดูกาลการท่องเที่ยวมาเกี่ยวข้องกับเรื่องของค่าใช้จ่ายในช่วงนั้นๆ เมืองไทย ก็แค่ต้องรีบจองที่พัก จองตั๋วเดินทางแค่นั้นมั้ง แต่ที่โน่น ทำแบบเรื่อยๆ แค่นี้ไม่ได้ เราต้องวางแผนตั้งแต่งบประมาณเราจะเอาไปใช้ในด้านไหนเท่าไหร่ ค่าที่พักคืนละเท่าไหร่ ค่ากินแต่ละมื้อ ค่าซื้อของฝากจิปาถะหล่ะ อีกเท่าไหร่ แล้วก็มาคำนวณต่อวัน ไปกี่วันหล่ะ ก็คำนวณไป แล้วก็จัดระเบียบการใช้ให้ได้ตามนั้น ออกนอกเส้นทางได้ แต่นิดๆ หน่อยๆ พอ..เห็นมั้ยหล่ะ จะเที่ยวทั้งที ก็ต้องเตรียมตัวหมดทุกอย่าง
ไม่สบาย ส่วนใหญ่ก็ซื้อยากินเอา ไปสิ CVS ไปหายาตามอาการมาเลย แต่โดยรวมบ้านโฮสต์จะมียาพื้นฐานอยู่แล้วหล่ะ ไทลีนอลนี่นะ แยกประเภทซะเยอะแยะมากมาย ก่อนจะหยิบมากินก็อ่านข้างขวดดีๆ ละกัน เพราะยาที่นั่นมันแรง เราเคยทานไปตอนกลางวัน ง่วงมาก มากจนต้องนอนพร้อมๆ ไปกับเด็กเลยก็มี หรือถ้าถึงขั้นที่ทานยาเองแล้วไม่หาย ก็ต้องไปหาหมอ แต่ก่อนจะไป ก็ต้องโทรเช็คก่อนว่า ที่เราจะไป ประกันสุขภาพที่เราได้มามีครอบคลุมรึเปล่า เราต้องทำไงบ้างเมื่อไปถึง จ่ายเงินไปก่อน แล้วเค้าจะส่งเช็คมาให้ไปขึ้น หรือยังไง ถามมาให้หมด แล้วก็นัดเวลาที่แน่นอน
บริการสุขภาพของเมืองต่างๆ ในแต่ละเมืองที่เราอยู่ เมื่อถึงช่วงเข้าหน้าหนาว เค้าก็จะมีประกาศให้ไปฉีดวัคซีนกัน เพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ที่ศาลาประชาคมของเมืองนั้นๆ ก็ต้องอ่านคำแนะนำไปว่า ต้องทำยังไง แต่ส่วนใหญ่เค้าจะขอความร่วมมือให้ใส่เสื้อแขนสั้นไว้ข้างใน เพื่อความสะดวก บ้านเราเป็นไรกันที ก็ไป ร.พ. จ่ายตังค์ ใช้บัตรอะไรก็ว่ากันอีกเรื่อง เพราะถ้าฟรีเหมือนบ้านเมืองเค้า อาจมีเหตุจราจลเหยียบกันตายก็เป็นได้
พยากรณ์อากาศที่แม่นยำ อันนี้เราชอบมาก เพราะ 99.99 % ของเค้าแม่นยำจริงๆ อยู่เมืองไทย เราไม่ค่อยจะเคยสนใจเลยกับภูมิอากาศ เพราะไม่ร้อน ก็ฝนตก มีอยู่แค่เนี้ยแหล่ะ มาเล่าต่อเรื่องพยากรณ์อากาศ อยู่ที่นี่ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ไปไหนมาไหน อย่าลืมว่าเรามีเด็กด้วย เพราะฉะนั้นการเช็คอุณหภูมิก่อนออกไปทำกิจกรรมข้างนอก เป็นสิ่งที่สำคัญ และจำเป็นจะต้องทำทุกวัน แม้จะเป็นฤดูนั้นๆ แต่ก็มีโอกาสที่จะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงได้ เป็นต้นว่าช่วงหน้าร้อน วันนี้จะร้อนที่สุด ถึง 90 องศาฟาเรนไฮต์ เค้าก็จะมีคำเตือนเพิ่มเติมว่า ถ้าอยู่ข้างนอก ควรพวกน้ำดื่มติดตัว เพราะมิฉะนั้นอาจเกิดภาวะร่างกายเสียน้ำ และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ถ้ามีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น โฮสต์พ่อก็จะบอกว่า วันนี้ก็อยู่เล่นกันที่บ้านนี่หล่ะ อย่าออกไปไหนถ้าไม่จำเป็น เพราะมันร้อนมาก ซึ่งมันก็ร้อนมากจริงๆ เมืองไทยเนี่ยยังร้อนชื้น แต่ที่อเมริการ้อนแห้ง ซึ่งมันจะทรมานกว่ากันเยอะอยู่แล้ว หรืออย่างช่วงฤดูใบไม้ร่วงโฮสต์ก็จะเตือนเรื่องการขับรถเป็นพิเศษ เพราะใบไม้ที่ร่วงอยู่บนพื้นจะทำให้ถนนลื่นพอๆ กับฝนตกก็ว่าได้ หรือแม้แต่เวลาที่หิมะตกไปแล้วเรียบร้อย และละลายไม่ทัน แถมบางทีเจอฝนตกซ้ำ งานนี้หล่ะ เหมือนลานสเกตน้ำแข็งเลย  การขับรถก็ต้องระวังสุดๆ หรือถ้าไม่มั่นใจก็อย่าได้เสี่ยงขับรถออกไปเลย (แต่จริงๆ แล้วทางการของเมืองต่างๆ เค้าก็จะพยายามเกลี่ยหิมะออกโดยเร็วที่สุดอยู่แล้ว แต่ก็มีบ้างที่ทำกันไม่ทัน มาไม่ถึงทางเข้าบ้าน) นี่แหล่ะ เพื่อนๆ คนไหนที่เจอโอสต์ที่อยู่รัฐที่มีหิมะ ก็จะเจอคำถามนี้ด้วยแทบทุกคนแน่นอน
กฏระเบียบสำหรับตัวเองเวลาอยู่กับครอบครัว

เราเชื่อแน่นอนว่า ทุกบ้านก่อนไปอยู่เค้าจะขอความร่วมมือในการอยู่ร่วมบ้านกับเค้า ว่าเราต้องทำตัวอย่างไร เช่น คุณต้องซักเสื้อผ้า อาทิตย์ละ 1 ครั้ง เป็นอย่างต่ำ อาบน้ำวันละ 1 ครั้ง ดูดฝุ่นห้องนอน ทำความสะอาดห้องน้ำตัวเองอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง กลับบ้านก่อนกี่ทุ่มในวันธรรมดา เพื่อที่จะได้มีเวลาพักผ่อนอย่างต่ำกี่ชั่วโมง ก่อนที่จะกลับมาทำงานในวันถัดไป เพราะการทำงานกับเด็ก เราต้องใช้พลังงานพอสมควรกับการดูเด็ก การพักผ่อนอย่างพอเพียงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้งานมันมีประสิทธิภาพขึ้น แล้วเป็นไงหล่ะ ถ้าอยู่บ้านตัวเอง อะไรก็ได้ ง่ายๆ ตามสบายใจเราเอง จริงมั้ยหล่ะ
จะเดินเข้าตึกที่ไหน ก็ตามไม่ว่าจะมีหรือไม่มีเด็กไปด้วย คนที่เค้าเดินเข้าไปก่อน เค้าก็จะคอยเปิดประตูไว้ให้เราด้วยเช่นกัน นี่ลองเป็นที่นี่สิ เราเปิดประตู ส่วนคนอีกฝั่งก็เตรียมเดินออกจากประตูอย่างไม่ใส่ใจ ว่านั่นคือ สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง
การทิปเมื่อรับประทานอาหารนอกบ้าน สำหรับเราเป็นเรื่องที่ค่อนข้างรับไม่ได้ เพราะบริการของเค้าก็ไม่ได้น่าประทับใจอะไรนักหนา เค้าก็แค่บริการตามหน้าที่ ไม่ได้มีคำว่า Hospitality ในการบริการสักเท่าไหร่ แต่ก็ต้องให้ อย่างต่ำ ตั้ง 15% อีกแหน่ะ ลองเป็นบ้านเราสิ แล้วแต่ความพอใจส่วนตัว แต่จะว่าไปแล้ว อาชีพในอุตสาหกรรมการบริการ มันก็อยู่ได้กับทิปซะส่วนใหญ่ ถึงรับไม่ได้ ก็ต้องยอมรับและทำความเข้าใจให้ได้

 

ธัญญ่า : คุยกับมิ้งมายาวเลย มิ้งค่ะเป็นออแพร์มาหนึ่งปี คิดว่าชีวิตออแพร์ให้อะไรกับมิ้งบ้าง

มิ้ง: 1 ปี กับประสบการณ์ที่หลากหลาย มากมายจนคิดว่า บรรยายเท่าไหร่ก็ไม่หมด อย่างแรก คือ ความอดทน อดทนที่จะต้องเจอกับสิ่งแปลกใหม่ ทั้งที่รับได้ และรับไม่ได้ ถ้ารับไม่ได้ และผ่านมันไปได้ด้วยสติ มันก็จะกลายเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่า น่าภูมิใจ และมันจะนำพาให้เราสามารถปรับตัวเองได้ในอีกระดับหนึ่ง
อย่างที่สอง ได้เรียนรู้วัฒนธรรมชีวิตความเป็นอยู่ของคนอเมริกัน ว่าเค้าอยู่ กิน กันยังไง ที่เห็นได้ชัด เราจะเห็นว่าเค้ามีความเป็นมิตรนะ เดินสวนกันเจอกันก็ทักทาย ทักกันไปทักกันมาจนได้เรื่อง..วันดีคืนดีก็ขับรถมาดักตอนเราจะถอยรถออกจากที่จอดรถไปรษณีย์ แล้วก็เปิดกระจกรถมาถามว่า “When you gonna let me take you dinner?” เห็นมั้ยหล่ะ..เล่นเอาเราสยอง..รู้งี้ ไม่ทักกันตั้งแต่แรกก็ดีอ่ะ 
อย่างที่สาม รู้จักที่จะรับผิดชอบตัวเอง ช่วยเหลือตัวเองมากขึ้นจากเดิมอีกเยอะ เพราะวัฒนธรรมอเมริกัน แม้จะอยู่บ้านเดียวกัน เค้าก็จะให้เกียรติเราในเรื่องของความเป็นส่วนตัว ไม่มาดูแลเอาใจใส่เหมือนพ่อแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ของเรา สิ่งนี้จะเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้เรามากขึ้น และอาจจะหมายถึง เราก็ต้องทำอะไรหลายๆ อย่างให้ได้ด้วยตัวเองเช่นกัน
 อย่างที่สี่ เรื่องทัศนคติความคิดความอ่าน..เค้ามักจะมีความคิดในเชิงบวก เล่าอะไร บอกอะไรไป Oh nice Oh nice ตลอดเวลา มันก็เลยทำให้เราซึมซับกลับมาใช้ด้วยในบางเวลา..เราคิดว่า ก็คงจะมีอีกหลายอย่างนะ ในความคิดเรา ถ้าจะให้เล่าตรงนี้ คงจะไม่จบ แต่ที่สำคัญที่สุด ขอทิ้งไว้เป็น
อย่างสุดท้าย นั่นก็คือ การใช้ชีวิตออแพร์ ทำให้เราได้มีครอบครัวน่ารัก อบอุ่น ไม่เฉพาะโอสต์และเด็กๆ ยังมีแกรนด์มา แกรนด์ปา และน้าๆ อาๆ ของเด็กๆ ที่น่ารักเอาไว้อีกซีกโลกหนึ่ง ให้เราได้คิดถึงอยู่เสมอจนถึงทุกวันนี้ และก็ยังติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ ด้วยหวังว่า เราคงจะได้เจอกันอีกในอนาคต ไม่ที่ไทยก็ไปเจอกันที่อเมริกา แน่นอน..

 

 

ธัญญ่า:  ปัจจุบันนี้มิ้ง ทำอะไรอยู่เอ่ย และมีแผนการอะไรในชีวิตต่อไปค่ะ

มิ้ง:  ตอนนี้เราทำงานอยู่ในส่วนสำนักงาน ให้กับโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี่ ไม่ได้เป็นคุณครูผู้ช่วยสอน แต่ก็ยังมีโอกาสได้เจอเด็กๆ อยู่ตลอด จนชักจะไม่แน่ใจแล้วหล่ะว่า ในอนาคตถ้าต้องเติบโตด้วยหน้าที่การงานที่อื่น ที่ไม่มีเด็กอยู่รอบกายแบบนี้ มันจะเหงาสักแค่ไหนนะเนี่ย..สำหรับโครงการในอนาคต คิดไว้หลายอย่าง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นจริงได้สักกี่อย่าง

ที่แน่ๆ ล้มไปแล้วหนึ่ง คือ ออแพร์ที่เนเธอร์แลนด์หลังกลับจากอเมริกา เพราะสถานฑูตเนเธอร์แลนด์เค้าเปลี่ยนกฏเรื่องอายุ จาก 25-26 เป็นมากสุดแค่ 26 เราเลยอดไปอย่างน่าเสียดาย แล้วก็ยังไม่เข็ด เพราะก็แอบคิดว่า อย่างน้อย ก็น่าจะมีอีกสัก ประเทศหรือสองประเทศที่เรายังอยากจะไปเปิดหูเปิดตากับประสบการณ์ของโครงการนี้อีก ก่อนที่จะกลับมาเรียนต่อโทแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานหรือธุรกิจส่วนตัวกับเพื่อนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวสักที..แหม..ฟังดูสวยหรู แต่ก็ไม่รู้จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน บางครั้งชีวิตคนเรามันก็ขึ้นอยู่ที่จังหวะและโอกาสของสิ่งแวดล้อมรอบข้างด้วยเช่นกัน..ก็คงจะต้องคอยดูกันต่อไป

 

ธัญญ่า: เป็นออแพร์ได้อะไรบรรยายไม่หมดจริงๆ สำหรับมิ้งเพื่อนของเราคนนี้ ตอนนี้ธัญญ่าอยากจะให้มิ้งแนะนำสำหรับผู้สนใจเข้าร่วมโครงการออแพร์บ้าง

มิ้ง:  3 ข้อ ที่ควรพกติดตัวไปอยู่กับเราให้ตลอดรอดฝั่งจนจบโครงการออแพร์ คือ
สติ เพราะสติคือสิ่งที่จะช่วยนำพาให้เราสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างรอบคอบ ปลอดภัยเสมอในต่างแดน เวลาคิดตัดสินใจ หรือแก้ไขปัญหาอะไร สติ จะเป็นตัวช่วยให้เราผ่านพ้นอะไรต่างๆ ไปได้,
ความไม่คาดหวังสูงจนเกินไป และ
การเปิดใจกว้าง

 

 

สุดท้าย..อยากจะเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ คงจะต้องเรียกน้องแล้วหล่ะ รุ่นน้องว่าที่ออแพร์ทุกคน ขอให้มีความมุมานะพยายามทำฝันของแต่ละคนให้เป็นจริงให้ได้ ไม่ว่าคุณจะใช้โครงการนี้ช่วยในการทำฝันอะไรก็แล้วแต่ของคุณให้เป็นจริง ก็ขอให้ใช้มันให้อย่างเกิดประโยชน์ที่สุดกับตัวเองด้วยสติ และต้องไม่ยืนอยู่บนความเดือดร้อนของคนรอบข้างด้วย แล้วคุณจะประสบความสำเร็จกับชีวิตของคุณแน่นอน โครงการนี้ให้อะไรมากกว่าที่คุณคิดและคุณเห็นในตอนนี้ สิ่งที่เล่า ที่บอก ที่โม้ไป มันก็ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีให้คุณได้ว่า คุณจะเจอ หรือไม่เจอสิ่งเหล่านั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่ตัวคุณว่าจะเลือกทำมันให้เกิดประโยชน์มากน้อยแค่ไหน..

      

 chatchaya_t@hotmail.com

 

 

 กระทู้ของมิงค์กี้สำหรับเพื่อนๆ ที่ต้องการอ่านเรื่องราวชีวิตออแพร์ของเธอค่ะ หนึ่งปีผ่านไป ไวเหมือนโกหก กับประสบการณ์ที่ยากจะลืม

 

 




สัมภาษณ์เพื่อนออแพร์ไทยในต่างแดน

กิฟท์ แนนนี่แคนาดากับพีอาร์หนึ่งใบ
ฝัน อดีตออแพร์เมกา
บลู ออแพร์ไทยในอเมริกา
ซิ่ว ออแพร์ไทยอเมริกา article
อ้อม ออแพร์ไทยนอร์เวย์ article
ทราย ออแพร์ไทยอเมริกา article
นก ออแพร์ไทยในอเมริกา article
บุ๋ม ออแพร์ไทยในอเมริกา article
ยุ้ย อดีตออแพร์ไทยในอเมริกา article
ติ๊ก ออแพร์ไทยในอเมริกา article
เหมียว ออแพร์ไทยในอเมริกา " เลี้ยงเด็กแฝด ไม่ใช่เรื่องยากส์ เหมียวทำได้ คุณก็ทำได้" article
ตูน ออแพร์ไทยในแคนาดา article
ไอซ์ ออแพร์ไทยในฝรั่งเศศ article
ติ๊ก ออแพร์ไทยในนอร์เวย์ article
พงศ์อิศเรส ออแพร์ชายไทยในเยอรมัน "อยากมาก็ได้มาเยอรมันสมใจ ออแพร์ชายที่มีแนวความคิดที่ดีมาก" article
ป้าออพัว อดีตออแพร์ไทยในอเมริกา "สมาชิกกิตติมศักดิ์ของไทยออแพร์คลับ ปัจจุบันสมรสแล้ว" article
แอน ออแพร์ไทยในเบลเยียม "ออแพร์สองประเทศแล้ว เนเธอแลนด์ ปัจจุบันเบลเยียม" article
อร ออแพร์ไทยในเดนมาร์ก " ออแพร์สองประเทศแล้ว เนเธอแลนด์ และปัจจุบัน ออแพร์เดนมาร์ก" article
โน๊ต ออแพร์ไทยในแคนดา " อดีตออแพร์เมกา ปัจจุบันออแพร์แคนาดา" article
อภิญญา ออแพร์ไทยในนอร์เวย์ "สองปีที่ได้เป็นออแพร์ทีนอร์เวย์ มีเรื่องและข้อมูลดีๆ เยอะเลยจ้า" article
ยิ้ม ออแพร์ไทยในอเมริกา "สาวไทยไซส์ XXL ก็มาเป็นออแพร์ได้ พร้อมประสบการณ์รีแม็ทช์มาแชร์กัน" article
ตุ๊กตุ่น อดีตออแพร์ไทยในอเมริกา "ดรอปเรียนมาเป็นออแพร์ ปัจจุบันสมรสแล้ว" article
เก๋ ออแพร์ไทยในแคนาดา "อดีตครูอนุบาลจากเมืองไทย ทีได้มาเป็นออแพร์สมใจที่แคนาดา" article
เอ๋ ออแพร์ไทยในอเมริกา "1 ใน 5 ผู้เข้าชิงตำแหน่งออแพร์ไทยแห่งปี 2008" article
สาวน้อย ออแพร์ไทยในอเมริกา " 1 ใน 5 ผู้เข้าชิงออแพร์ไทยแห่งปี 2008" article
เปิ้ณ ออแพร์ไทยในอเมริกา "1 ใน 5 ผู้เข้าชิงตำแหน่งออแพร์ไทยแห่งปี 2008" article
ก้อย ออแพร์ไทยในอเมริกา " 1 ใน 5 ผู้เข้าชิงตำแหน่งออแพร์ไทยแห่งปี 2008 " article
นิด ออแพร์ไทยในแคนาดา ออแพร์ที่ทำกับโฮศต์เอเซียตลอดไม่ว่าจะอเมริกา หรือ แคนาดา article
บี ออแพร์ไทยในสวีเดน อดีตออแพร์อเมริกา ปัจจุบันเป็นออแพร์ทีสวีเดน article
สัมภาษณ์ออแพร์ไทยในนิวยอร์ก"กว่าจะได้มาก็รอนานเป็นปี ภาษาก็ไม่ค่อยดี มาเลี้ยงเด็กแรกเกิด" article
สัมภาษณ์ออแพร์ไทยในเยอรมัน "อดีตออแพร์ไทยในเยอรมัน ปัจจุบันเป็นเจ้าของโรงเรียนอนุบาลทีบ้านเกิดของเธอค่ะ" article
สัมภาษณ์ ออแพร์ชายไทยในเมกา "กว่าจะได้มาเป็นออแพร์สมใจต้อรอนาน แล้วผู้ชายดูแลเด็กได้จริงหรือเปล่านี้" article
สัมภาษณ์ออแพร์ไทยในเมกา "ออแพร์ที่ถูกรีแม็ทช์และต้องกลับเมืองไทย ทั้งที่เป็นออแพร์มาได้แค่ 2 อาทิตย์ " article
สัมภาษณ์ออแพร์ไทยในเดนมาร์ก "ไปโครงการออแพร์เองไม่ผ่านเอเจนซี่ กว่าจะได้ไป และถูกรีแม็ทช์" article
สัมภาษณ์ออแพร์ไทยในนอร์เวย์ "ผิดหวังจากอเมริกา แคนาดา แต่สุดท้ายก็ได้มาเป็นออแพร์ที่นอร์เวย์" article
สัมภาษณ์ออแพร์ไทยในเมกา "ชีวิตออแพร์กับการเลี้ยงเด็กสามคน และข้อคิดดีๆ กับคำว่า Flexible" article
สัมภาษณ์ออแพร์ไทยในอเมริกา "เป็นออแพร์กับครอบครัวมังสาวิรัต และจบท้ายด้วยการรีแม็ทช์" article



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.

 

   

      

www.thaiaupairclub.com จุดประสงค์ของเวบ คือ มีไว้เพื่อเป็นจุดศูยน์กลางแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ ของสมาชิก และเพื่อสร้างมิตรภาพของออแพร์ ทั้งบุคคลที่สนใจโครงการ เป็นออแพร์อยู่ หรือ สิ้นสุดการเป็นออแพร์แล้วก็ตาม ข้อมูลทั้งหมดมาจากประสบการณ์ของสมาชิกแต่ละคนที่แตกต่างกันไป ขอให้ใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาและรับข้อมูล ทางเวบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสนับสนุนคนไทย ให้เดินทางเข้าอเมริกาอย่างผิดกฏหมาย หรือผิดวัตถุประสงค์ของการเป็นออแพร์

www.thaiaupairclub.com is the first Thai au pair community web site in Thailand. We have friendly and warm welcome for everyone, plese feel free to join us. We would love to help each other by sharing opinions and experiences openly. More than that, we would love to make our au pair program to be great experiences for everyone. Au pair is experiences for life.

รูปภาพ และ บทความทั้งหมดบนเวบนี้ ไม่อนุญาตให้ทำการพิมพ์ หรือนำไปเผยแพร่ แจกจ่าย แก้ไขโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของเว็บ tanya@thaiaupairclub.com